|
การประกันภัยทรัพย์สิน
การประกันอัคคีภัย
บทนำ
ในปี พ.ศ. 2542 เบี้ยประกันอัคคีภัยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น
7.923 พันล้านบาท (US$ 198 ล้านบาท หรือ เท่ากับ
17 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าเบี้ยประกันในตลาดโดยรวม)
ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เบี้ยประกันอัคคีภัยมีอัตราลดลงถึง
12 เปอร์เซ็นต์ ทุกปี
การคำนวณเบี้ยประกันอัคคีภัย ต้องเป็นไปตามพิกัดอัตราที่กำหนด
และควบคุมโดยกรมการประกันภัย แต่สำหรับภัยขนาดใหญ่
ซึ่งสามารถจัดซื้อประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดได้
อาจได้รับการยกเว้นไม่ต้องใช้วิธีการคำนวณตามพิกัดอัตราเช่นว่า
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 เป็นต้นไป
ได้มีการนำพิกัดอัตราฉบับแก้ไขใหม่มาใช้ ในการคำนวณเบี้ยประกันอัคคีภัย
ซึ่งอัตราใหม่นี้ จะต่ำกว่าอัตราเดิม 10 ถึง
25 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ย ประกอบกับการอ่อนตัวลงของตลาดการรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ
ในส่วนของการรับประกันภัยความเสี่ยงทุกชนิด
(ประเภทอุตสาหกรรม) ย่อมส่งผลให้เบี้ยประกันในส่วนของการประกันอัคคีภัยเติบโตขึ้นในปี
พ.ศ. 2543
ความเสี่ยงภัยในด้านอัคคีภัยที่มีขนาดใหญ่ในประเทศไทย
ส่วนใหญ่จะได้รับการประกันภัยอยู่ภายใต้กรมธรรม์การประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด
(ประเภทอุตสาหกรรม) ซึ่งในเชิงปฏิบัติ บริษัทผู้รับประกันภัยบางราย
จะนำเบี้ยประกันภัยและความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใต้กรมธรรม์ดังกล่าว
ไปขึ้นตรงต่อแผนกประกันภัยเบ็ดเตล็ด (Accident
Department) แทนที่จะขึ้นตรงต่อแผนกประกันอัคคีภัย
เป็นเหตุให้อัตราส่วนความเสียหายของแผนกอัคคีภัย
อยู่ในอัตราที่คงที่ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าในปี
พ.ศ. 2538 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น
47 ล้านบาท ก็ได้รับการประกันอยู่ภายใต้กรมธรรม์การประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกประเภท
(ประเภทอุตสาหกรรม) เช่นกัน
ในปี พ.ศ. 2538 ตลาดการประกันภัยอัคคีภัยไทย
ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการมุ่งเน้นความสนใจ ไปที่การบริหารความเสี่ยง
ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไปในอดีต
ข้อกำหนดของการประกันอัคคีภัย
พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (Thai Building Code)
ได้รับการแก้ไขในปี พ.ศ. 2540 เนื่องจากข้อบังคับเดิมมีลักษณะคลุมเครือ
ไม่ชัดเจน ทั้งในเรื่องวัตถุประสงค์และการบังคับใช้
โดยประเด็นที่ได้รับการแก้ไขประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้
(ก) การติดตั้งอุปกรณ์การดับเพลิงภายในตึกระฟ้า
(ข) ข้อบังคับสำหรับการติดตั้งท่อตั้งตรงสำหรับส่งสารเคมีแห้งในการดับเพลิง
(ค) ระยะห่างระหว่างตัวอาคารใหม่กับตัวอาคารเดิมอย่างน้อย
12 เมตร (และ 6 เมตร สำหรับเขต แบ่งแดนของตัวทรัพย์สิน)
(ง) การเว้นระยะห่างจากถนนของตัวอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พนักงานดับเพลิงในการเข้า
ควบคุมเพลิง
(จ) ลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนตึกระฟ้า
สภาพแวดล้อมของสิ่งปลูกสร้าง
ประเภทของสิ่งปลูกสร้างภายในกรุงเทพมหานคร
มีลักษณะที่แตกต่างกันตามกาลเวลา ดังเช่นบริเวณย่านธุรกิจในอดีตจะอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งจะหนาแน่นไปด้วยอาคาร ซึ่งใช้เป็นตลาดและคลังสินค้า
ซึ่งก่อสร้างด้วยไม้ ส่วนถนนและตรอกซอกซอย
ที่อยู่ห่างไกลจากย่านธุรกิจ จะคราคร่ำไปด้วยอาคารพาณิชย์
ร้านค้าปลีก คลังสินค้า อุตสาหกรรมขนาดเบา
และที่อยู่อาศัย จำนวนชั้นของอาคารจะไม่สูงมากนัก
ตลอดจนวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนใหญ่ไม่ติดไฟ
แต่เนื่องจากการที่ไม่มีช่องว่างระหว่างอาคาร
ที่จะสกัดกั้นการลุกลามของเพลิงไหม้ เป็นเหตุให้เพลิงสามารถลุกลามไปยังอาคารฝั่งตรงข้าม
โดยผ่านช่องว่างซึ่งเป็นประตูและหน้าต่างได้
ในช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของการก่อสร้าง
สามารถพบเห็นได้ในกรุงเทพมหานคร และเขตเมืองหลวงในปัจจุบัน
ก็หนาแน่นไปด้วยสำนักงานในอาคารสูง โรงแรม
และคอนโดมิเนียม อาคารที่สูงที่สุดมีจำนวนชั้นทั้งสิ้น
85 ชั้น โดยมีความสูงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
30 ชั้น มาตรฐานการก่อสร้างจะอยู่ในรูปแบบตะวันตก
และจากที่กล่าวมาแล้วข้างล่าง การป้องกันและควบคุมการเกิดเพลิงไหม้
เพิ่งจะได้รับการแก้ไข ให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากลเมื่อเร็วๆ
นี้
ในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดใหญ่ๆ มักประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย
ซึ่งเป็นการรวมเอาสถานที่จับจ่ายใช้สอยที่ทันสมัยเข้ากับตลาดสดที่มีอยู่ดั้งเดิม
นอกจากนี้ ภายในห้างสรรพสินค้า ยังประกอบไปด้วยร้านค้าปลีกจำนวนมาก
(shops within shops) ซึ่งเป็นที่พบเห็นได้บ่อยๆ
ว่าระบบการป้องกันอัคคีภัยอยู่ในระดับที่ไม่ดีเท่าที่ควร
และเนื่องจากมีผู้เช่าพื้นที่ภายในห้างสรรพสินค้าดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
เป็นเหตุให้เกิดความยากลำบากในการเข้าควบคุมระบบการจัดเก็บ
(Housekeeping) ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้
ซึ่งในปี พ.ศ. 2538 ห้างสรรพสินค้าจำนวน 6
แห่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จากการเกิดเพลิงไหม้
ซึ่งจุดต้นเพลิงมักเกิดขึ้นบริเวณห้องน้ำสาธารณะ
หรือร้านค้าย่อยภายในห้างสรรพสินค้านั่นเอง
และที่สำคัญห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ มักอาศัยการดับเพลิงแบบชนิดท่อ
มากกว่าระบบหัวพรมน้ำดับเพลิง
คุณภาพของการก่อสร้างสถานที่ประกอบการอุตสาหกรรม
จะแตกต่างกันไปตามช่วงระยะเวลา ซึ่งมีโรงงาน
อุตสาหกรรมในรูปดั้งเดิมเป็นจำนวนมากที่อยู่ในรูปการเกษตรส่งออกที่สำคัญ
ตัวอย่างเช่น โรงสีข้าว และโรงปอกระเจา อย่างไรก็ตาม
ยังมีการขยายตัวในรูปปริมาณของโรงงานอิเลคทรอนิคส์
ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย
การป้องกันอัคคีภัย
ในประเทศไทยไม่มีสมาคมเพื่อการป้องกันอัคคีภัย
ตลอดจนธุรกิจประกันภัย ก็ยังมิได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรสำหรับการป้องกันอัคคีภัย
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการประกันภัยไม่ได้แบ่งแยกความแตกต่างของลูกค้า
ที่จะทำประกันอัคคีภัย อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน
บริษัทผู้รับประกันภัยได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น
โดยมีการว่าจ้างวิศวกรไว้ประจำยังบริษัท เพื่อที่จะทำการสำรวจภัย
และจัดทำโปรแกรมการป้องกันความเสียหาย (Loss
Prevention) ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการติดตั้งหัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ
(sprinkler) ภายในอาคารสูง แต่ก็ยังไม่ได้มีการใช้กันแพร่หลายมากนัก
ซึ่งระบบหัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ จะพบได้เพียงภายในห้างสรรพสินค้า
และโรงแรมบางแห่งเท่านั้น ส่วนโรงงานอุตสาหกรรม
หรือคลังสินค้าส่วนมาก ยังคงใช้ระบบท่อดับเพลิงอยู่
พิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยได้กำหนดให้ส่วนลดประมาณ
40 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการใช้เครื่องฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ
และ 2.5 เปอร์เซ็นต์ สำหรับเครื่องมือดับเพลิงแบบมือถือ
หน่วยงานดับเพลิง
ประสิทธิภาพของหน่วยงานดับเพลิงของไทย ในแต่ละหน่วยนั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
ในบริเวณเมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยมีค่อนข้างสูง
ส่วนมากมักตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา
หรือตามคลองต่างๆ นั่นย่อมหมายถึงแหล่งน้ำซึ่งมีไม่จำกัด
นอกจากนี้ เทศบาลยังจัดให้มีเรือผจญเพลิง
ซึ่งสามารถที่จะเข้าถึงสถานที่เกิดเพลิงไหม้ได้รวดเร็วกว่าทางถนน
ซึ่งโดยปกติแล้ว อุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถดับเพลิงมีสภาพค่อนข้างเก่า
และไม่ได้จัดเตรียมไว้ เพื่อการดับเพลิงในอาคารสูง
และถึงแม้ว่าท่อน้ำดับเพลิง สามารถที่จะพบได้ภายในกรุงเทพมหานคร
แต่แรงดันน้ำค่อนข้างต่ำที่จะดับเพลิงในอาคาร
ที่สูงเกินกว่า 6 ชั้น แหล่งน้ำที่จะใช้ในการดับเพลิง
ก็มีค่อนข้างจำกัดในบางพื้นที่ของเมืองหลวง
และชนบท อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพมหานครก็คือปัญหาการจราจรที่คับคั่ง
ซึ่งบริเวณที่เป็นทางตัน ก่อให้เกิดปัญหาในการเข้าทำการดับเพลิง
ส่วนบริเวณรอบนอกของกรุงเทพมหานคร ว่าที่หน่วยงานดับเพลิง
จะเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ จะใช้เวลาประมาณ
15-20 นาที
การดับเพลิงในนิคมอุตสาหกรรมย่อมกระทำได้ดีกว่า
เนื่องจากได้มีการวางระบบท่อน้ำ และอุปกรณ์ดับเพลิงที่ทันสมัยไว้พร้อม
การบริหารความเสี่ยง
สืบเนื่องมาจากการเกิดเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าจำนวนมากในปี
พ.ศ. 2538 จึงเป็นเหตุให้สมาคมประกันวินาศภัยพยายามที่จะให้บริษัทสมาชิก
ทำการสำรวจภัยทุกประเภท แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดริเริ่มดังกล่าวไม่สามารถลงมือกระทำได้เต็มที่
เนื่องจากการขาดบุคลากรผู้มีความชำนาญ เป็นเหตุให้บริษัทผู้รับประกันภัย
จำเป็นต้องว่าจ้างบริษัทนายหน้า หรือผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ
เพื่อเข้าสำรวจภัยที่มีความซับซ้อน ซึ่งบริษัทรับประกันภัยต่างประเทศส่วนมากจะมีวิศวกรเพื่อการนี้ประจำภายในบริษัท
(โปรดอ่านในหัวข้อว่าด้วยแผนกการจัดการความเสี่ยงในด้านวิศวกรรม
ของบริษัท ไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัทผู้รับประกันภัยรายงานว่าผู้เอาประกันภัย
ไม่ได้ตอบสนองหรือให้ความสนใจ ในเรื่องการบริหารความเสี่ยงเลย
โดยผู้เอาประกันภัย มักปฏิเสธที่จะให้ผู้สำรวจภัย
เข้าทำการสำรวจสถานที่ที่เอาประกันภัย หรืออาจจะปฏิเสธที่จะให้ข้อเสนอแนะใดๆ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่าอุตสาหกรรมการประกันภัยในปัจจุบัน
อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน โดยจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้ความเข้าใจต่อผู้เอาประกันภัย
ถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
ภัยโจรกรรม
ความคุ้มครองการโจรกรรมในปัจจุบัน ถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์
การประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด และถือว่าเป็นความเสี่ยงภัยส่วนน้อย
เมื่อเทียบกับความเสี่ยงภัยซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก
เช่น ภัยจากอัคคีภัย น้ำท่วม และเปียกน้ำ
ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางอัญมณีที่ล้ำค่าที่สุดในทวีปเอเชีย
และเชื่อกันว่ามีผู้ค้าอัญมณีเพียง 2-3 รายที่ผูกขาดในตลาดโลก
แต่มีเพียงน้อยรายที่ได้ทำประกันภัยไว้ เนื่องจากผู้ค้าเห็นว่าอัตราเบี้ยประกันภัยอัญมณีในตลาดโลก
มีอัตราอยู่ในระดับสูงเกินไป
ปัญหาหลักในการรับประกันภัยโจรกรรม ดูเหมือนจะตกอยู่กับการให้ความคุ้มครอง
ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านนั้น
ถึงแม้อัตราเบี้ยประกันจะอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง
แต่การรับประกันภัยประเภทนี้ ก็ยังประสบปัญหาขาดทุน
ซึ่งผู้รับประกันบางรายได้ถอนตัวออกจากตลาด
เนื่องจากทนภาวะขาดทุนไม่ไหว ทั้งนี้สืบเนื่องจาก
เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ ที่ได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับภัยการโจรกรรม
มิได้มีการติดตั้งสัญญาณกันขโมย และอุปกรณ์ป้องกันอื่นไว้เลย
ภัยการจลาจล นัดหยุดงาน และการลุกฮือของประชาชน
ประเทศไทยอาจถือได้ว่าเป็นสังคมที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว
พร้อมกับมีประวัติในเรื่องปฏิวัติรัฐประหาร
การเดินขบวน และการทำลายทรัพย์สิน ดังเหตุการณ์การจลาจลที่เกิดขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้ดังนี้
ปี 2529 การจลาจลที่จังหวัดภูเก็ต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อโรงงานแทนทาลัม
โรงแรมเมอร์ ลิน ศาลา กลางจังหวัด และสาขาของธนาคาร
ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50,000,000 ดอล ล่าร์สหรัฐ
ปี 2533 การเกิดความไม่สงบของชนกลุ่มน้อยชาวอิสลามทางภาคใต้ของประเทศไทย
แต่ไม่ได้รับ รายงานความ เสียหายต่อทรัพย์สินเอาประกันภัยแต่อย่างใด
ปี 2535 การเดินขบวนบนถนนราชดำเนิน เพื่อต่อต้านรัฐบาลพลเอกสุจินดา
เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 50 ราย
และทรัพย์สินของรัฐบางส่วนได้รับความเสียหาย
ปี 2539 การต่อต้านของกลุ่มแรงงานต่อผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของโรงงานซันโยใกล้ๆกับ
กรุงเทพมหานครเนื่องจาก การเสนอที่จะย้ายโรงงานไปยังต่างจังหวัด
และการลดเงินโบนัส ประจำปี ซึ่งเป็นเหตุให้กลุ่มคนงานดังกล่าว
วางเพลิงเพื่อเผาโรงงาน คิดเป็นมูลค่าความ
เสียหายประมาณ 12,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐ
ในปี พ.ศ. 2537 ไม่ปรากฏมีการเรียกร้องความเสียหายเกี่ยวกับ
SRCC/MD แต่ในปี พ.ศ. 2538 ได้รับรายงานว่ามีการเรียกร้องค่าสินไหม
เพียง 16 ราย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น
635,000 บาท หรือ 25,500 ดอลล่าร์สหรัฐ
ประวัติการสูญเสีย
ประวัติการสูญเสียเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้
เฉพาะกรมธรรม์ประกันสิ่งปลูกสร้าง ถือว่าอยู่ในอัตราที่ดีอย่างไรก็ตาม
กรมธรรม์คุ้มครองทรัพย์สินภายในครัวเรือน
ยังคงประสบปัญหาการขาดทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความเสียหายจากการโจรกรรม
ซึ่งได้มีผู้รับประกันภัยบางราย ได้ถอนตัวออกจากการรับประกันภัยประเภทนี้ไปแล้ว
ผู้รับประกันภัย และผู้รับประกันภัยต่อรายใหญ่
สำหรับธุรกิจที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากจะไม่มีสถิติเกี่ยวกับส่วนแบ่งตลาดเก็บอยู่
แต่ก็สามารถสันนิษฐานได้จากขนาดของตลาด ของการรับประกันภัยตัวอาคาร
ของบริษัทผู้รับประกันภัยแต่ละแห่ง ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงการจำนองตัวอาคารไว้กับธนาคาร
ซึ่งบริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นสาขาของต่างประเทศ
อาทิเช่น บริษัท ไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย)
จำกัด ก็ได้นำเสนอกรมธรรม์คุ้มครองทรัพย์สินภายในครัวเรือน
แบบพิเศษสุดให้แก่ผู้สนใจ
ช่องทางการจำหน่าย
ตัวอาคารส่วนใหญ่ จะทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัย
ซึ่งมีธนาคารเป็นผู้ถือหุ้น เนื่องจากมีการจำนองทรัพย์สินดังกล่าว
ส่วนกรมธรรม์คุ้มครองทรัพย์สินภายในครัวเรือน
ส่วนใหญ่จะขายผ่านตัวแทน
การประกันภัยการเสี่ยงภัยทุกชนิด
อุตสาหกรรมและการพาณิชย์
บทนำ
ประเภทของกรมธรรม์ที่โดดเด่นที่สุดของตลาดการรับประกันอัคคีภัยได้แก่
กรมธรรม์ประเภทการประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด
ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณเบี้ยประกัน
ตามพิกัดอัตราที่กำหนด และควบคุมโดยกรมการประกันภัย
โดยกรมธรรม์ประกันภัยประเภทนี้ จะออกให้กับความเสี่ยงภัยที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. มีมูลค่าทรัพย์สินเอาประกันไม่น้อยกว่า
300,000,000 บาท (หรือ 7,500,000 ดอลล่าร์สหรัฐ)
ต่อ สถานที่เอาประกัน
2.เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ไม่สามารถติดไฟได้ง่าย
3.มีระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นอย่างน้อย
4.มีประวัติการสูญเสียโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 10
เปอร์เซ็นต์ ตลอดสามปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ต้องมีเหตุผลอันสมควรสำหรับการขอไม่ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยที่ราชการกำหนด
ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประกันภัยเป็นรายๆ
ไป
อัตราเบี้ยประกันของกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทุกประเภท
สำหรับภัยขนาดใหญ่ จะขึ้นอยู่กับตลาดการรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ
ในส่วนพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยที่กำหนด โดยกรมการประกันภัยก็ได้รับการปรับรุงแก้ไข
ครั้งใหญ่ และประกาศใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม
2542 ที่ผ่านมา
เนื่องจากบริเวณเมืองเก่าของกรุงเทพมหานครจัดเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง
จึงถูกแบ่งเป็นเขต ทั้งสิ้นประมาณ 700 เขต
โดยใช้ถนนเป็นเส้นแบ่งเขต เพื่อบริษัทผู้รับประกัน
จะได้สามารถกำหนดจำนวนความเสี่ยงภัยที่เก็บไว้เองได้
โดยที่ พ.ร.บ. การประกันภัยวินาศภัย พ.ศ.
2535 (Non-Life Insurance Act1992) กำหนดจำกัดความเสี่ยงภัยของผู้รับประกันภัยไว้ที่
10 เปอร์เซ็นต์ของเงินกองทุน ของบริษัทต่อหนึ่งเขต
หรือความเสี่ยงภัย
ขอบเขตความคุ้มครอง
ตลาดของการประกันภัยได้ถูกแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง
โดยที่ความเสี่ยงภัยขนาดเล็กส่วนใหญ่ จะเอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์อัคคีภัย
ส่วนความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ จะได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด
หากไม่นับตลาดประกันภัยความเสี่ยงทุกชนิด
มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ของกรมธรรม์อัคคีภัย
ที่ขยายความคุ้มครองภัยเพิ่มต่างๆ อันประกอบด้วยภัยระเบิด
ภัยจากอากาศยาน ภัยจากเครื่องบิน ภัยจากการนัดหยุดงาน
การจลาจล และการลุกฮือของประชาชน ภัยจากเจตนาร้าย
ภัยจากลมพายุ ภัยน้ำท่วม ภัยเปียกน้ำ ภัยจากแรงปะทะภัยจากควัน
ภัยระอุ ภัยแผ่นดินไหว ภัยเนื่องจากไฟฟ้า
กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด มีพื้นฐานมาจากรูปแบบข้อตกลง
การรับประกันภัยความเสี่ยงทุกชนิด โดยมีใบสลักหลังตกลงไว้กับผู้รับประกันภัยต่อ
ในต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน กรมการประกันภัย
ได้อยู่ในระหว่างการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัย
ความเสี่ยงภัยทุกชนิด เป็นภาษาไทย โดยยึดรูปแบบถ้อยคำจากตลาดการประกันภัยประเภทนี้
จากกรุงลอนดอน การใช้ถ้อยคำในกรมธรรม์ของตลาดการประกันภัยไทย
มักมีความรอบคอบค่อนข้างมาก ซึ่งในปัจจุบันยังมีการออกกรมธรรม์
แยกตามแต่ละประเภทของความเสี่ยงภัย สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
มากกว่าที่จะออกกรมธรรม์ในรูปบุคคลภายนอก
การสูญเสียกำไร
การประกันภัยการสูญเสียกำไรส่วนมาก จะได้รับการซื้อโดยบริษัทข้ามชาติ
โดยยึดรูปแบบของกรมธรรม์จากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
ระยะเวลาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยปกติจะอยู่ที่
12 เดือน
การมุ่งเน้นความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่
อุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยเกือบทั้งหมดจะตั้งอยู่ภายในและบริเวณรอบๆกรุงเทพมหานคร
ซึ่งความเสี่ยงภัยด้านอัคคีภัยที่มีขนาดใหญ่
จะอยู่ในรูปของภาคธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน
อุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ อันได้แก่ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย
โรงงานยาสูบของกระทรวงการคลัง และโรงงานประกอบรถยนต์
ส่วนในศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร จะประกอบไปด้วยโรงแรมและอาคารสำนักงาน
ซึ่งมีจำนวนเงินเอาประกันภัยรวมกันแล้วมากกว่า
4,000,000,000 บาท โดยมูลค่าเอาประกันยังคงมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากการขยายตัวในภาคธุรกิจ เกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูง
ประสบการณ์ความสูญเสีย และความเสียหายขนาดใหญ่
ธุรกิจการประกันอัคคีภัยของไทย โดยทั่วไปยังคงมีผลกำไร
ถึงแม้ในปี พ.ศ. 2538 จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าเป็นจำนวนหลายรายด้วยกัน
ตลอดจนมีน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร แต่สัญญาประกันภัยแบบสัญญารายปี
มีผลลัพธ์ดีกว่าการรับประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย
เนื่องเพราะการรับประกันภัยต่อเฉพาะราย มีความไม่สมดุลของความเสี่ยงภัยต่อภัยที่มีขนาดใหญ่
อย่างเช่นกรณีของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล
อัตราส่วนการสูญเสียในกรณีของอัคคีภัย ต้องได้รับการวิเคราะห์ด้วยความรอบคอบ
เนื่องจากไม่แน่ว่าแต่ละบริษัทผู้รับประกันภัย
ได้ลงบันทึกข้อมูลของการประกันภัย ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของจนไว้กับแผนการรับประกันอัคคีภัย
หรือแผนกประกันภัยเบ็ดเตล็ด ดังเช่นในปี พ.ศ.
2538 อัตราการสูญเสียด้านประกันอัคคีภัยเพิ่มขึ้นจาก
19.62 เปอร์เซ็นต์ เป็น 48.45 เปอร์เซ็นต์
และด้านประกันภัยเบ็ดเตล็ดเพิ่มขึ้นจาก 36.46
เปอร์เซ็นต์ เป็น 64.94 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของสถิติทั้งสองประเภทนี้
สันนิษฐานได้ว่า อาจมีผลจากกรณีเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าจำนวน
5 แห่งด้วยกัน
ปัญหาหลักจะอยู่ในแวดวงห้างสรรพสินค้า เนื่องจากห้างสรรพสินค้าจริงๆ
แล้วคือแผงสินค้า ซึ่งประกอบด้วยผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก
จึงทำให้ยากต่อการจัดการ และกำหนดมาตรฐานการจัดเก็บ
ซึ่งสถานที่เอาประกันภัย เช่นว่าก็มิได้มีการติดตั้งระบบหัวพรมน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ
หรือแม้แต่จะได้มีการสำรวจภัยก่อนรับประกันภัยแต่อย่างใด
จนเมื่อเร็วๆ นี้เองจึงได้มีการสำรวจภัยขึ้น
สำหรับความเสียหายเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าทั้ง
5 แห่งนั้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 2,621,000,000
บาท (หรือ 105,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐ) นอกจากนี้ในปี
พ.ศ. 2539 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าเพิ่มขึ้นอีกจำนวน
3 แห่ง ตลอดจนได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตรองเท้ากีฬาในจำนวนที่มากผิดปกติอีกด้วย
การรับประกันภัยต่อ
อนุสัญญาการประกันภัยต่อจะประกอบไปด้วยแบบ
Combined Quota Share, Surplus และ Pure Surplus
บริษัทผู้รับประกันภัยขนาดใหญ่ จะมีอนุสัญญาประกันภัยต่อ
แบบส่วนเกินชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง และอาจจะมีสัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกินชนิดเปิด
หรือสัญญาประกันภัยต่อแบบสัญญาเฉพาะราย ส่วนในกรณีที่ผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงภัยไว้เอง
โดยปกติแล้ว จะได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์การเสี่ยงภัยในส่วนเกิน
ในการประกันภัยต่อนั้น กรมการประกันภัยบังคับให้บริษัทผู้รับประกันภัย
ทำประกันภัยต่อภายในประเทศ กับบริษัทไทยรีอินชัวรันส์
จำกัด ในจำนวน 5 เปอร์เซ็นต์ ของทุกๆ กรมธรรม์
และเนื่องจากความสามารถที่จะรับประกันภัยต่อ
ของบริษัทประกันภัยในประเทศมีขีดจำกัด จึงเป็นเหตุให้มีการทำประกันภัยต่อเป็นจำนวนมาก
กับตลาดสัญญาประกันภัยต่อผูกพันแบบเฉพาะรายในต่างประเทศ
ช่องทางการจำหน่ายสินค้า
มีบริษัทผู้รับประกันภัยจำนวนหลายราย ที่เป็นหุ้นส่วนในกลุ่มธุรกิจ
จึงเป็นเหตุให้เกิดระบบผูกขาดในการรับประกันภัยขึ้น
เช่น บริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งมีกลุ่มธนาคารเป็นเจ้าของ
จะได้รับงานประกันอันเกี่ยวเนื่องการปล่อยสินเชื่อ
โดยมีทรัพย์สินจำนองไว้กับธนาคารโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้ งานของบริษัทนายหน้าประกันภัยส่วนใหญ่
จึงจำกัดอยู่ในส่วนของลูกค้าข้ามชาติ และการจัดหาแหล่งสนับสนุนจากต่างชาติ
หรือการให้บริการที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษอื่นๆ
โดยในส่วนลูกค้ารายย่อยก็จะอยู่ในมือของตัวแทนขายประกันเสียส่วนใหญ่
|