|
 |
นานาสาระ |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
นานาสาระ
การขับขี่รถยนต์และการดูแลรักษา
1. ข้อควรระวังในการขับรถ
2. การขับรถให้ประหยัด
3. การตรวจพบข้อบกพร่องโดยสัมผัสทั้งห้า
4. ระยะเวลาการบำรุงรักษา
5. การทำความสะอาด
6. วิธีพ่วงแบตเตอรี่ กรณีไฟไม่พอ
7. เมื่อยางแบน
8. การตรวจเช็คก่อนเดินทาง
9. การบำรุงรักษาด้วยตัวท่านเอง
10. การขับรถอย่างสบายอารมณ์
11. การสตาร์ทเครื่องยนต์
12. การไล่ลมในระบบเชื้อเพลิง
13. การเปลี่ยนเกียร์
14. รถสตาร์ทไม่ติด
15. กรณีเครื่องยนต์ร้อนจัด (OVERHEATED)
16.ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อื่นๆ
17. ระยะรัน - อิน
18. ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์
19. แผงหน้าปัดและไฟเตือนต่างๆ
20. ไฟสัญญาณและเสียงสัญญาณ
21. การตรวจสอบอย่างง่ายโดยผู้ใช้
22. ระบบเครื่องยนต์
23. วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมัน
24. ระบบรองรับและเบรก
25. ระบบส่งกำลังและบังคับเลี้ยว
| 1. ข้อควรระวังในการขับรถ |
1. หลีกเลี่ยงการทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบจัดเกินไป
ให้เปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำลงก่อนที่รถจะวิ่งลงเนินชัน
อย่าเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำลงในขณะรถกำลังวิ่งลงเนินด้วยความเร็วสูง
เพราะจะทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบจัดเกินไป
และได้รับความเสียหายมาก
2. ในขณะขับรถ ถ้าได้ยินเสียงหรือกลิ่นไหม้ผิดปกติ
ต้องรีบหยุดรถ ดับเครื่องยนต์ และตรวจแก้ไข
สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว
3. ในขณะขับรถ ถ้าไฟเตือน มิเตอร์ หรือเกจต่างๆ
แสดงให้ทราบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
ต้องรีบดับ เครื่องยนต์หยุดรถ และตรวจแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา
4. หลีกเลี่ยงการขับรถเร็ว และเบรคอย่างกะทันหันโดยไม่จำเป็น
5. หลังจากเลิกใช้คลัชแล้ว อย่าพักเท้าไว้บนคันเหยียบคลัช
เพราะจะทำให้คลัชสึกเร็วกว่าปกติ
6. ต้องให้รถหยุดนิ่งเสียก่อน จึงจะเข้าเกียร์ถอยหลัง
หรือเข้าเกียรต์ 1 หลังจากถอยหลังเสร็จแล้ว
7. ออกรถด้วยเกียร์ 1 เสมอ ไม่ว่ารถจะจอดอยู่บนทางราบ
หรือทางลาดก็ตาม
8. ขณะขับรถขึ้นเนิน ให้เปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำลงก่อนที่รถจะขึ้นเนินไม่ไหว
หรือก่อนที่เครื่องยนต์จะเกิดการน็อก
(การเขก) ทั้งนี้เพื่อป้องกันเครื่องยนต์ทำงานเกินกำลัง
9. เมื่อจะขับรถลงเนินชัน ให้เปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำลง
ก่อนที่รถจะเริ่มลงเนิน ทั้งนี้เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยชะลอความเร็วของรถด้วย
10. การเหยียบเบรคบ่อยๆ ขณะขับรถลงเนินยาว
จะทำให้ชุดเบรคร้อนจัด และเบรคไม่ค่อยอยู่
11. ก่อนขับรถลุยน้ำลึกๆ ต้องแน่ใจว่าระดับน้ำไม่ถึงท่อไอดี
เพราะน้ำจะถูกดูดเข้าไปในเครื่องยนต์
และ ทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายมาก
หลังจากขับรถข้ามน้ำแล้ว ให้ตรวจดูว่ามีน้ำปนอยู่ในน้ำมันเกียร์
น้ำมันเฟืองท้ายบ้างหรือไม่ ถ้าพบน้ำปนอยู่กับน้ำมันด้วย
ให้เปลี่ยนน้ำมันใหม่ (โปรดใช้น้ำมันหล่อลื่นให้ถูกต้องตามกำหนด)
12. ในกรณีที่ผ้าเบรคเปียกน้ำ ต้องขับรถอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพราะเบรคจะไม่ค่อยอยู่ชั่วคราว |
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 2. การขับรถให้ประหยัด |
1. อย่าขับรถเร็วเกินไป หรือขับรถช้าๆ
โดยใช้เกียร์สูง เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
2. หลังจากเร่งความเร็วของรถแล้ว ให้เปลี่ยนมาใช้เกียร์สูงขึ้น
ผ่อนแรงเหยียบคลัชและเหยียบคันเร่งให้สัมพันธ์กัน
เพื่อป้องกันการกระชาก
3. หลังจากเปลี่ยนมาใช้เกียร์สูง หรือเกียร์โอเวอร์ไดรว์
ต้องพยายามรักษาอัตราเร็วของรถให้คงที่มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
4. ในขณะขับรถ ต้องพยายามรักษาอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น
ให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิใช้งานปกติอยู่เสมอ
(เข็มของเกจความร้อนชี้อยู่ในบริเวณสันทึบกลางหน้าปัด)
5. อย่าปล่อยให้ยางอ่อนกว่าปกติ เพราะการใช้รถในสภาพดังกล่าว
จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 3. การตรวจพบข้อบกพร่องโดยสัมผัสทั้งห้า |
1. ด้วยตา
ยางอ่อน
น้ำมันเครื่องรั่ว
ดูสีของไอเสีย
2. ด้วยหู (ฟังเอา)
เสียงผิดปกติของเครื่องยนต์
เสียงผิดปกติของเฟืองเกียร์
เสียงห้ามล้อดัง
3. ด้วยจมูก (ใช้ดมเอา)
สายไฟลัดวงจร (กลิ่นยางไหม้)
ห้ามล้อติด (กลิ่นแผ่นห้ามล้อไหม้)
น้ำมันเชื้อเพลิงรั่ว (กลิ่นน้ำมัน)
4. ด้วยนิ้ว, มือ และเท้า (ใช้แตะดู)
พวงมาลัยหลวมคลอน
เข้าเกียร์ยาก
เหยียบคันห้ามล้อจนจมติดพื้นแล้วยังไม่รู้สึกแข็ง
(ช่วงเหยียบห้ามล้อมากเกินควร)
จานห้ามล้อและยางร้อนจัด
5. ด้วยความรู้สึกทางร่างกาย (ความรู้สึกสมดุลย์
ฯลฯ)
รถสะเทือนมาก
เร่งขึ้นได้ช้า
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 4. ระยะเวลาการบำรุงรักษา |
| หัวข้อในการบำรุงรักษา |
ระยะเวลาในการบำรุงรักษา |
|
ใช้ระยะทางหรือจำนวนเดือน แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน
|
จำนวน
กม. x 1,000 |
1 |
10 |
20 |
30 |
40 |
50 |
60 |
70 |
80 |
| จำนวนเดือน |
- |
6 |
12 |
18 |
24 |
30 |
36 |
42 |
48 |
| การบำรุงรักษาภายในห้องเครื่องยนต์
|
| ขันน็อตฝาสูบ,
ท่อร่วมไอดี-ไอเสียและน็อตยึดฐานคาร์บูเรเตอร์
|
|
x |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ตั้งระยะห่างของวาล์วไอดี-ไอเสีย |
เครื่องยนต์เบ็นซิน |
ตั้งทุกระยะ 5,000 กม. |
|
เครื่องยนต์ดีเซล |
ตั้งทุกระยะ 3,000 กม.
|
| ตรวจความตึงของสายพานพัดลม |
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| เปลี่ยนน้ำในหม้อน้ำ |
|
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| ตรวจระบบระบายความร้อน
ท่อและข้อต่อต่างๆ |
|
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
|
ทำความสะอาด-เปลี่ยนไส้กรองอากาศ
(ชนิดกระดาษแห้ง) |
ทำความสะอาด |
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
|
| เปลี่ยน |
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| เปลี่ยนไส้กรองอากาศ
(ชนิดกระดาษอาบน้ำมัน) |
|
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| หัวข้อในการบำรุงรักษา |
ระยะเวลาในการบำรุงรักษา |
|
ใช้ระยะทางหรือจำนวนเดือน แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน
|
จำนวน
กม. x 1,000 |
1 |
10 |
20 |
30 |
40 |
50 |
60 |
70 |
80 |
| จำนวนเดือน |
- |
6 |
12 |
18 |
24 |
30 |
36 |
42 |
48 |
| เครื่องยนต์เบ็นซิน |
| ตรวจกรองอากาศแบบ
CYCLONE |
|
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
(ใช้ AP1 SE OIL) |
|
x |
เปลี่ยนทุกๆ
5,000 กม. |
| เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง |
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| ปรับส่วนผสมและความเร็วรอบเดินเบาที่คาร์บูเรเตอร์ |
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง |
|
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
|
ตรวจ-เปลี่ยนหน้าทองขาว |
ตรวจ |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| เปลี่ยน |
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| ปรับตั้งองศาการจุดระเบิด |
|
ทุกระยะ
5,000 กม. |
|
ตรวจ-เปลี่ยนหัวเทียน |
ตรวจ |
ทุกระยะ
5,000 กม. |
| เปลี่ยน |
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| ตรวจสายไฟในระบบจุดระเบิด |
|
|
|
|
|
x |
|
|
|
x |
| ตรวจวาล์วระบายอากาศห้องเครื่องยนต์
(P.C.V.) |
|
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| เครื่องยนต์ดีเซล |
| เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง |
|
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
(ใช้ API CC sinv CD OIL) |
ทุกระยะ
5,000 กม. หรือ 3 เดือน |
| เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง |
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| เช็คหัวฉีด |
เมื่อกำลังเครื่องตกหรือเกิดควันไอเสียดำ |
| ปรับตั้วรอบเดินเบา
และองศาการฉีดน้ำมัน หล่อลื่นห้องผ้าปั๊ม
(VACUUM CHAMBER) |
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| ตรวจระดับน้ำมันเบรค,
คลัทช์, เฟืองเกียร์พวงมาลัยและรอยรั่ว |
|
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| เปลี่ยนน้ำมันเบรค |
|
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| ตรวจหม้อลมเบรค,
ท่อ, ข้อต่อและวาล์วต่างๆ |
|
|
|
|
|
x |
|
|
|
x |
| หัวข้อในการบำรุงรักษา |
ระยะเวลาในการบำรุงรักษา |
|
ใช้ระยะทางหรือจำนวนเดือน แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน
|
จำนวน
กม. x 1,000 |
1 |
10 |
20 |
30 |
40 |
50 |
60 |
70 |
80 |
| จำนวนเดือน |
- |
6 |
12 |
18 |
24 |
30 |
36 |
42 |
48 |
| การบำรุงรักษาภายใต้ตัวรถ |
| ตรวจการยืด
รอยรั่ว รอยครูดของท่อน้ำมันเบรค,
คลัทช์ ท่อน้ำมันเชื้อเพลิง,
ท่อไอเสีย |
|
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| เปลี่ยนน้ำมันเกียร์,
เฟืองท้าย |
|
x |
และเปลี่ยนทุกระยะ
10,000 กม. |
| ตรวจน็อตยึดกระปุกพวงมาลัย,
ระบบกันสะเทือน, เพลากลาง |
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| ขันน็อตยึดตัวถัง |
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| การบำรุงรักษาภายนอกและภายในตัวรถ |
| ตรวจสภาพของยาง |
|
x |
|
|
|
|
|
|
|
|
| ตรวจตั้งศูนย์ล้อและสลับยาง |
|
|
|
x |
|
x |
|
x |
|
x |
| ตรวจการสึกหรอของผ้าเบรค
และจานเบรค, ข้อต่อต่างๆ และรอยรั่วต่างๆ |
|
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| ตรวจจารบีลูกปืนล้อหน้า |
|
|
|
|
|
x |
|
|
|
x |
| หล่อลื่นกลอน,
บานพับประตูและที่ล็อคฝากระโปรง
|
|
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| ตรวจระยะฟรีของเบรคและคลัทช์ |
|
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
| ตรวจการทำงานของห้ามล้อมือ |
|
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
x |
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 5. การทำความสะอาด |
การล้าง
ให้ฉีดน้ำให้ทั่ว เพื่อล้างฝุ่นออกก่อน
แล้วใช้ผ้าหรือฟองน้ำชุบน้ำผสมสบู่ หรือผสมน้ำยาล้างรถล้างทำความสะอาด
เช็ดอีกทีให้แห้งด้วยผ้า
ถ้าท่านขับรถไปชายทะเล หรือที่มีลมทะเลพัดผ่าน
ควรล้างรถให้บ่อยครั้งขึ้น
การขัดสีรถด้วยแวกซ์
การขัดสีรถด้วยแวกซ์จะทำให้สีรถเงาสวยงามขึ้น
ควรขัดเป็นระยะๆ แล้วแต่สภาพอากาศของท้องถิ่นที่ใช้รถ
เมื่อรถโดนน้ำมัน, ยางมะตอย, ตัวแมลงหรือยางไม้
ให้รีบล้างออกทันทีด้วยน้ำผสมสบู่ หรือผงซักฟอก
แล้วขัดเงาด้วยแวกซ์ ถ้าสีรถถลอก ให้ใช้สีแต้มเพื่อกันสนิม
ส่วนที่ชุบโครเมี่ยมเช็ดทำความสะอาดเหมือนกับส่วนอื่นๆ
โดยใช้วัสดุที่อ่อนนุ่มและไม่มีคม
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 6. วิธีพ่วงแบตเตอรี่กรณีไฟไม่พอ |
เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย และอันตรายอันอาจเกิดขึ้นได้
ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
หากไม่เข้าใจให้ปรึกษาช่าง
ข้อควรระวัง
1. ระมัดระวังอย่าให้น้ำกรดจากแบตเตอรี่ถูกผิวหนัง,
เสื้อผ้า หรือตัวรถ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
น้ำกรดถ
ผิวหนังหรือเข้าตา ให้โกรกด้วยน้ำสะอาดติดต่อกันอย่างน้อย
15 นาที แล้วรีบไปหาหมอ
2. ห้ามสูบบุหรี่หรือจุดไฟ เพื่อทำการใดในบริเวณใกล้เคียง
เนื่องจากแก๊ซจากหม้อแบตเตอรี่ไวต่อไฟมาก
3. ต้องแน่ใจว่าแบตเตอรี่ที่นำมาพ่วงมีความต่างศักย์
12 โวลท์เท่ากัน และมีขั้วลบลงดิน
วิธีพ่วง
1. ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดที่ไม่จำเป็น
ระวังอย่าให้รถ 2 คัน แตะหรอสัมผัสกัน
2. ถอดผาเติมน้ำกรดของแบตเตอรี่ออก แล้วใช้ผ้าวางปิดไว้
(เพื่อลดอันตราย ถ้าแบตเตอรี่เกิดการระเบิด)
3. ติดเครื่องรถคันที่จะให้พ่วงทิ้งไว้
2-3 นาที ตั้งรอบเครื่องไว้ประมาณ 2,000
รอบ/นาที
4. ต่อสายพ่วงตามรูป คือขั้วบวกต่อกับขั้วบวก
และขั้วลบต่อไปยังตัวถังหรือเครื่องยนต์
ข้อสำคัญ ให้เริ่มต่อขั้วบวกก่อนโดยเริ่มจากแบตเตอรี่ที่ไฟหมด
ไปแบตเตอรี่ที่ให้พ่วง และขั้วลบให้เริ่มจากแบตเตอรี่ที่ให้พ่วง
ไปยังตัวถังของรถที่ไฟหมด ตามลำดับ 1-2-3-4
ดังในรูป
5. สตาร์ทเครื่องยนต์ตามวิธีปกติ เมื่อเครื่องยนต์ติดดีแล้ว
ให้เร่งเครื่องไว้ที่ความเร็วของรอบประมาณ
2000 รอบ/นาที ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที
6. ถอดสายพ่วงออก ตามลำดับ 4-3-2-1 เท่านั้น
7. เอาผ้าปิดบนแบตเตอรี่ทั้ง 2 ลูกออกไปทิ้งเนื่องจากผ้าจะเต็มไปด้วยกรดจากแบตเตอรี่
ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
8. ปิดฝาเติมน้ำกรดของแบตเตอรี่ทั้ง 2
ลูกให้เรียบร้อย
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 7. เมื่อยางแบน
|
ถ้ารถของท่านยางแบน ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้
การจอดรถ
1. เลื่อนรถออกจากผิวการจราจร
2. เปิดสวิทซ์ไฟกระพริบฉุกเฉิน
3. จอดรถบนพื้นราบ ใส่เบรคมือ เข้าเกียร์ถอยหลัง
แล้วจึงเปลี่ยนยาง
ห้ามเปลี่ยนยางบนพื้นซึ่งลาดเอียงและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
การเอายางอะไหล่ลง และเอาเครื่องมือออกจากที่เก็บ
โปรดระมัดระวัง อย่าปล่อยให้มือหมุนห่างจากหัวน๊อต
เพราะอาจทำให้มือหมุนตกได้
ล็อคล้อ
ใส่ล็อคล้อทั้งด้านหน้าและหลังยาง เส้นที่อยู่ตรงข้ามกับยางเส้นที่แบนตามแนวเส้นทแยงมุม
การใส่แม่แรงยกรถขึ้น และการถอดล้อออก
1. ใส่แม่แรงให้ตรงจุดที่สำหรับยกรถขึ้น
แม่แรงควรตั้งอยู่บนพื้นที่แน่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้คลายน๊อตล้อออกด้วยบล็อคขันน้อตล้อทุกๆ
ตัว ตัวละ 1-2 รอบ โดยหมุนทวนเข็มนาฬิกาห้ามถอดน้อตล้อออก
จนกว่ายางรถจะลอยพ้นพื้น
2. ยกแม่แรงขึ้นช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง
จนกระทั่งยางรถลอยพ้นพื้น ถอดน้อตล้อออก
แล้วดึงล้อรถออกมา อย่าดึงชุดเบรคติดออกมาด้วย
3. อย่าเข้าไปใต้ท้องรถ ขณะที่ยกรถขึ้นด้วยแม่แรงอย่างเดียว
ควรใช้ขาตั้งค้ำไว้
4. อย่าติดเครื่อง ขณะที่รถอยู่บนแม่แรง
5. ห้ามไม่ให้คนอยู่ในรถ ขณะขึ้นแม่แรง
6. ห้ามยกแม่แรงสูงเกินกว่าเครื่องหมายสีเหลืองบนแม่แรง
การใส่ล้อ
1. ทำความสะอาดเอาโคลน หรือสิ่งสกปรกออกจากวงล้อ
2. ใส่ล้อเข้าที่ด้วยความระมัดระวัง แล้วขันน้อตเข้าไปด้วยมือก่อน
3. ใช้บล็อกขันน้อตเข้าสลับกันจนแน่นพอควร
4. ปล่อยรถลงช้าๆ จนกระทั่งยางติดพื้น
แล้วจึงขันน้อตล้อด้วยบล็อคขันน้อตล้อ
ขณะที่ขันน้อตเข้า ต้องใช้แรงบิด 12-15
กก.ม.
ปรับค่าความดันลมยางให้ได้ตามกำหนด
| |
รถเปล่า |
บรรทุก |
| เรเดียล |
ยางล้อหน้า |
26 |
26 |
| |
ยางล้อหลัง |
40 |
65 |
| ธรรมดา |
ยางล้อหน้า |
26 |
26 |
| |
ยางล้อหลัง |
40 |
60 |
5. เก็บยางอะไหล่ และเครื่องมือพร้อมแม่แรงเข้าที่เก็บให้เรียบร้อย
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 8. การตรวจเช็คก่อนเดินทาง |
การตรวจเช็คภายนอกรถ
ยางและยางอะไหล่ : ให้เช็คความดันลมยาง
ดอกยาง และรอยฉีกขาด น็อตล้อ
: ให้แน่ใจว่าไม่หลวมหรือขันไม่แน่น
ระบบไอเสีย : ติดเครื่องดู
สังเกตและฟังรอยรั่ว, ผุ หรือหน้าแปลนหลวม
ถ้ามีควรส่งช่างซ่อมก่อน น้ำมันรั่ว
: ตรวจดูใต้ท้องรถหลังจากจอดทิ้งไว้ เช็คดูว่ามีน้ำมันเครื่อง
น้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันเฟืองท้าย หยดลงมาเปอะเปื้อนหรือไม่
ยางปัดน้ำฝน : ตรวจดูรอยแตก,
ฉีกขาด ไฟส่องสว่าง
: ตรวจดูไฟหน้า, ไฟห้ามล้อ, ไฟท้าย, ไฟเลี้ยว
และเช็คดูระดับไฟหน้าด้วย
การตรวจเช็ภายในรถ ห้ามล้อ
: ตรวจดูระยะขาเบรค, ไม่ดึงซ้ายหรือขวา
ขณะห้ามล้อ แตร
: กดดูว่าทำงานดีหรือไม่ ที่ปัดน้ำฝนและที่ฉีดน้ำล้างกระจก
: ทดสอบการทำงาน มาตรหน้าปัดและสวิทซ์บังคับต่างๆ
: ตรวจดูไฟเตือน, มาตรวัดความเร็ว ให้ทำงานได้ตามปกติ
แม่แรงและด้านขันล้อ
: ตรวจให้แน่ในว่ามีแม่แรง และด้ามขันล้ออยู่ในรถ
ภายในห้องเครื่อง แบตเตอรี่และสายไฟ
: ตรวจเช็คระดับและเติมน้ำกลั่นในช่องทุกช่องให้ถึงระดับ
กำจัดขี้เกลือ เช็คดูสภาพสายไฟ หัวเสียบต่างๆ
ระดับน้ำมันเครื่อง
: ดึงก้านวัดออกตรวจในขณะที่รถจอดระดับพื้น
ระดับหล่อเย็น : ระดับต้องเต็มเสมอ
หม้อน้ำและท่อยาง :
ตรวจดูหน้าหม้อน้ำว่าสะอาดปราศจากฝุ่น,
ใบไม้, แมลง, ตรวจดูท่อยาง, รอยแตก, รอยบิดหรือหลุดหลวม
สายพาน : ต้องไม่เปื้อนน้ำมัน
หรือหลุดลุ่ยและเมื่อกดด้วยนิ้ว ต้องมีความตึงตามกำหนด
ไส้กรองและท่อน้ำมันเชื้อเพลิง
: เช็คดูไส้กรองว่าตันหรือสกปรก (มองเห็นได้)
ตรวจดูท่อและข้อต่ออย่าให้รั่วเด็ดขาด
สิ่งผิดปกติอื่นๆ :
เช็คดูชิ้นส่วนและเสียงผิดปกติต่างๆ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยทำใจให้สบายและสนุกสนานกับการเดินทาง
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 9. การบำรุงรักษาด้วยตัวท่านเอง
|
การตรวจเช็คระดับน้ำหล่อเย็น
ดูระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพัก ระดับที่ใช้ได้ต้องอยู่ในระหว่าง
"FULL" และ "LOW"
ของหม้อพัก ระดับของน้ำหล่อเย็นจะเป็นอัตราส่วนตรงกับอุณหภูมิของเครื่อง
ถ้าระดับน้ำอยู่ต่ำกว่า "LOW"
ให้เติมน้ำจนถึงระดับ "FULL"
ถ้าระบบน้ำหล่อเย็นลดลงเร็วผิดปกติ อาจเกิดการรั่วซึมที่ใดที่หนึ่งในระบบระบายความร้อน
ให้ตรวจดูท่อยาง, หม้อน้ำ, ฝาผิดหม้อน้ำ,
ก๊อกถ่ายน้ำ และปั๊มน้ำ
การถ่ายน้ำหม้อน้ำ
(1)
ก. จอดรถบนพื้นราบ
ข. เปิดฝาหม้อน้ำออก อย่าเปิดในขณะเครื่องยนต์ร้อน
ค. เปิดก๊อกถ่ายน้ำออกทั้งสองแห่ง เพื่อถ่ายน้ำ
(ที่หม้อน้ำและเสื้อสูบ) ระวังน้ำอาจลวกมือถ้าเครื่องยังร้อนอยู่
(2)
ก. ปิดก๊อกทั้งสองให้สนิท
ข. เติมน้ำลงในหม้อน้ำจนเต็ม
ค. ติดเครื่อง น้ำในหม้อน้ำจะพร่องไปเล็กน้อย
เติมน้ำให้เต็มอีกครั้ง และเติมน้ำในหม้อพักน้ำประมาณครึ่งหนึ่ง
ง. ปิดฝาหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ ตรวจสอบดูรอยรั่วที่ก๊อกถ่าย
ข้อควรระวัง อย่าเปิดฝาหม้อน้ำขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อนอย
สายพานพัดลม
ตั้งความตึงของสายพานพัดลมให้ได้ตามกำหนด
การตรวจความตึงโดยใช้หัวแม่มือกดตรงกึ่งกลางระหว่างมู่เล่
การตั้งสายพาน
1.คลายน้อตที่ยึดอัลเตอร์เนเตอร์ตัวล่าง
และตัวบนออกให้อัลเตอร์เนเตอร์สามารถขยับตัวได้
2.เลื่อนอัลเตอร์เนเตอร์จนสายพานตึงตามกำหนด
แล้วจึงขันน้อตที่คลายออกให้แน่น
3.ตรวจสอบความตึงของสายพานโดยใช้หัวแม่มือกดเพื่อความถูกต้อง
ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง
1. การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง เครื่องต้องร้อนและวัดหลังจากดับเครื่อง
2-3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับไปสู่อ่างเสียก่อน
2. ชักก้านวัดน้ำมันเครื่องออกเช็ดน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดออกด้วยผ้า
3. สอดก้านวัดน้ำมันเครื่องกลับจนสุด
4. ชักก้านวัดออกมาอีกครั้ง เพื่อตรวจระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด
ถ้าระดับน้ำมันอยู่ระหว่างขีด "F"
และ "L" ใช้ได้ แต่ถ้าระดับอยู่ที่
L หรือต่ำกว่า ให้เติมน้ำมันเครื่องทันทีและอย่าให้เกินขีด
"F" การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง
(1)
ก. จอดรถบนพื้นที่ราบอุ่นเครื่องทิ้งไว้อย่างน้อยให้มาตรวัดความร้อนขึ้นมาเล็กน้อย
แล้วดับเครื่อง (ขณะน้ำมันเครื่องอุ่นจะถ่ายออกได้ดีและหมดจด)
ข. เปิดฝาเติมน้ำมันเครื่อง เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลออกได้สะดวกขึ้น
(2)
ก. นำอ่างถ่ายน้ำมันมารองไว้ใต้ปลั๊กถ่ายน้ำมันเครื่อง
ข. ใช้ประแจคลายปลั๊ก ถ่ายน้ำมันออก และถ่ายน้ำมันออกให้หมด
(ระวังน้ำมันเครื่องอาจลวกมือได้เพราะยังร้อนอยู่)
ค. ขันปลั๊กถ่ายน้ำมันกลับเข้าที่ พอรู้สึกตึงมืออย่าขันแน่นเกินไป
(3)
ก. ใช้ประแจถอดใส้กรองออก หงายไส้กรองไว้เพื่อป้องกันน้ำมันหก
ข. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดบริเวณผิวหน้าของแท่นยึดไส้กรอง
ค. ก่อนใส่ไส้กรองตัวใหม่ ทาน้ำมันเครื่องที่ประเก็นยางสักเล็กน้อย
ง. ขันไส้กรองเข้ากับแท่นยึดให้แน่นที่สุด
(ใช้มือขันเท่านั้น ห้ามใช้เครื่องมือ)
จ. เติมน้ำมันเครื่อง ติดเครื่องอีกครั้ง
เพื่อตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง
ดับเครื่องแล้วตรวจ
ระดับน้ำมันเครื่องจากก้านวัด
(4)
ก. เมื่อเติมน้ำมันเครื่องแล้ว ตรวจดูให้แน่ใจว่าฝาปิดตัวเติมน้ำมันเครื่องปิดสนิทดีแล้ว
ตรวจดูระดับน้ำมันเครื่องอีกครั้ง
ข. ติดเครื่องเพื่อตรวจดูว่ามีน้ำมันเครื่องรั่ว
บริเวณปลั๊กถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไม่
หากมีอาจเป็นเหตุจากการใส่ปลั๊กไม่ถูกต้อง
ค. ดับเครื่องแล้วตรวจดูระดับน้ำมันเครื่องอีกครั้ง
ถ้าน้ำมันน้อยไปก็ให้เติมอีก
ไส้กรองอากาศ
ไส้กรองอากาศแบบกระดาษอาบน้ำมัน
เป็นไส้กรองชนิดทำพิเศษ ซึ่งไม่ต้องการทำความสะอาด
และต้องเปลี่ยนใหม่เมื่อครบกำหนด หรือสกปรกมาก
ทุกำครั้งที่เปลี่ยนกรองอากาศต้องทำความสะอาดในตัวหม้อกรองด้วย
ไส้กรองอากาศแบบกระดาษแห้ง
ควรตรวจไส้กรองอย่าให้สกปรก ถ้าสกปรกมากควรถอดออกมาทำความสะอาด
หรือต้องเปลี่ยนใหม่ถ้าครบกำหนด เมื่อเปลี่ยนกรองอากาศ
ควรใช้ผ้าชื้นเช็ดภายในหม้อกรองอากาศ
และฝาครอบให้สะอาด
การเปลี่ยนหัวเทียน
1. อย่าถอดสายหัวเทียนโดยการดึงที่สาย
ให้ดึงจากบริเวณครอบหัวเทียน เนื่องจากสายคาร์บอนภายในอาจขาดได้
หัวเทียนที่ควรใช้
| |
ND. |
N.G.K. |
| แบบมาตรฐาน |
W16EX-U |
BP 5 EA-L |
| แบบความต้านทาน |
W16EXR-U |
BPR 5 EA-L |
2. ถอดหัวเทียนเก่าออก โดยใช้บล็อคถอดหัวเทียนซึ่งติดมากับรถ
ก. สังเกตสภาพของเขี้ยวหัวเทียน ถ้ามีสีน้ำตาลหรือสีหมากสุก
แสดงว่าปกติ หากนอก
เหนือจากนี้ควรให้อู่บริการตรวจเช็ค เพราะเครื่องยนต์อาจต้องการการปรับตั้ง
ข. อย่าให้สิ่งสกปรกหรือสิ่งของใดอยู่ในช่องใส่หัวเทียน
เพราะอาจทำให้กำลังอัดรั่วไหลได้ และระวังสิ่งใดๆ
ตกลงในรูหัวเทียน
3. ตั้งเขี้ยวหัวเทียนตัวใหม่ให้ได้ตามค่ากำหนด
ก่อนใส่สายหัวเทียนใส่ให้ถูกตามลำดับ
ก. ใช้ฟิเลอร์ เกจ วัดช่องว่างระหว่างอีเล็คโทรด
ถ้าจำเป็นให้งอเขี้ยวอีเล็คโทรด
ข. ให้แน่ใจว่าหัวเทียนใหม่ทุกอันมีแหวนประเก็นกันรั่ว
ค. ใช้มือหมุนหัวเทียนในครั้งแรกระวังการปีนเกลียว
แล้วจึงใช้บล็อคหัวเทียน ขันให้แน่นพอประมาณ
ง. ตรวจสอบให้แน่ใจว่า สายหัวเทียนแต่ละสาย
เสียเข้าสนิทดี และถูกต้องตรงตามจังหวะจุดระเบิด
โดยไม่สลับสายหัวเทียน การตรวจสอบแบตเตอรี่และสภาพน้ำกรด
1. ตรวจสอบแบตเตอรี่เกี่ยวกับรอยร้าว,
ขั้วหลวม, กัดกร่อน, ขายึดหลวมหรือไม่
ก. ถ้าขั้วแบตเตอรี่ถูกกัดกร่อน และมีคราบเกลือล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่นผสมโซดา
เมื่อล้างสะอาดแล้วทาจารบีที่ขั้วทั้งสอง
ข. ถ้าขั้วหลามขันนัทยึดขั้วให้แน่นพอดี
ค. ขันขายึดแบตเตอรี่พอให้แบตเตอรี่ยึดติดกับแท่น
อย่าขันแน่นเกินไปเพราะอาจทำให้แบตเตอรี่แตกได
2. ตรวจดูระดับน้ำกรดในแบตเตอรี่ หากระดับต่ำไป
เติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับ ระวังอย่าให้น้ำกรดจากแบตเตอรี่เข้าตาหรือถูกเสื้อผ้า
ก. เมื่อตรวจระดับน้ำกรดในแบตเรอรี่ ควรตรวจให้ครบทุกช่อง
อย่าตรวจเพียงหนึ่งหรือสองช่อง
ข. ถ้าไม่ได้ระดับให้เติมด้วยน้ำกลั่นเท่านั้น
อย่าเติมจนล้น เพราะน้ำกรดในแบตเตอรี่จะไหลออกมากัดกร่อนภายนอก
และทำความเสียหายได้
ค. เมื่อเติมน้ำกลั่นแล้ว ปิดฝาให้แน่น
การตรวจเช็คน้ำมันเบรค และคลัทช์
ระดับน้ำมันเบรคในกระปุกสามารถมองเห็นได้
ซึ่งระดับของน้ำมันเบรคควรอยู่ใกล้เคียงกับระดับที่ถูกต้อง
ควรตรวจระดับน้ำมันเบรคทุกครั้งที่ตรวจน้ำมันเครื่อง
เมื่อผ้าเบรคสึก เนื่องจากการใช้งาน น้ำมันเบรคอาจลดลงบ้าง
เติมให้เต็มอยู่เสมอ
การเติมน้ำมันเบรค และคลัทว์ควรใช้ความระวัง
เนื่องจากน้ำมันเบรคและคลัทว์เป็นอันตรายต่อดวงตา
และทำลายสีของรถได้ อย่าใช้น้ำมันเบรคและคลัทช์
ซึ่งเปิดทิ้งไว้นานเกินกว่า 1 ปี เนื่องจากน้ำมันเบรคดูดความชื้นจากอากาศ
ซึ่งเป็นอันตรายต่อประสิทธิภาพของระบบเบรค
ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนน้ำมันเบรคเป็นระยะๆ
จึงเป็นสิ่งจำเป็น
ฟิวส์
ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน โปรดตรวจดูว่าฟิวส์ขาดหรือไม่โดย
1. เปิดฝาครอบแผงฟิวส์ออก
2. ดึงฟิวส์ของอุปกรณ์นั้นออกมา ด้วยที่ดึงฟิวส์
3. ถ้าพบว่าฟิวส์ขาด ให้เปลี่ยนใหม่ ห้ามใช้ฟิวส์ที่มีค่าแอมป์สูงกว่ากำหนดไว้บนฝาครอบฟิวส์
4. ถ้าใส่ฟิวส์ตัวใหม่ลงไปแล้วเปิดสวิทซ์อุปกรณ์นั้น
ถ้าฟิวส์ขาดอีกควรนำรถเข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าที่ศูนย์บริการ
การถอดและเปลี่ยนหลอดไฟหน้า
1. ถอดสายแบตเตอรี่ขั้วลบออก
2. ถอดกระจังหน้าออก
3. ถอดสกรูยึดดวงไฟออก
4. ถอดขั้วสายไฟทางด้านท้ายของดวงไฟออก
ระวัง.... อย่าทำให้สกรูปรับระดับไฟเคลื่อน
5. ใส่ไฟดวงใหม่ โดยให้ตัว "TOP"
อยู่ด้านบนของดวงไฟ
ใช้ดวงไฟที่มีขนาดเท่าของเดิม คือ
หลอดไฟธรรมดา 65/55 วัตต์
หลอดไฟฮาโลเจน 60/55 วัตต์
การเปลี่ยนหลอดไฟ
ต้องเอาฝาครอบไฟออกก่อนเปลี่ยนหลอดไฟ
ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม
การตรวจน้ำมันเกียร์
ถอดโบลท์ตัวเติมน้ำมันเกียร์ สอดนิ้วเข้าไปในรูเติมน้ำมันเกียร์
ระดับของน้ำมันควรอยู่ต่ำกว่ารูเล็กน้อย
ก่อนตรวจเช็คต้องแน่ใจก่อนว่า รถจอดในแนวระดับไม่เอียง
ถ้าระดับน้ำมันถูกต้องปิดโบลท์ตัวเดิมแล้วตรวจดูด้วยสายตาว่ามีรอยรั่วซึม
หรือไม่
ระวัง.... หลังจากรถเพิ่งจะขับใช้งานเสร็จใหม่
น้ำมันเกียร์ (API GL-4) จนน้ำมันล้นออกจากรูเติมเล็กน้อย
ขันโบลท์กลับอย่างเดิมให้แน่น ค่าความหนือของน้ำมันเกียร์ที่ใช้ให้ใช้
SAE90
การตรวจน้ำมันเฟืองท้าย
ถอดโบลท์ตัวเติมน้ำมันเฟืองท้ายออก สอดนิ้วเข้าไปรูเติม
เพื่อตรวจดูระดับน้ำมันเฟืองท้าย ระดับที่ถูกต้องควรอยู่ระหว่างขอบล่างของรูเติม
ก่อนตรวจเช็คต้องแน่ใจก่อนว่ารถจอดอยู่ในแนวระดับไม่เอียง
ถ้าระดับน้ำมันถูกต้องปิดโบลท์ตัวเดิม
แล้วตรวจดูด้วยตาว่ามีรอยรั่วซึมหรือไม่
ถ้าระดับน้ำมันเฟืองท้ายต่ำไป เติมน้ำมันเฟืองท้ายไฮปอยด์
(API GL-5) จนล้นออกจากรูเติมจึงปิดโบลท์ตัวเติม
ค่าความหนืดของน้ำมันที่ใช้ ให้ใช้ SAE
140 หรือ SAE 90
การตรวจเช็คลมยาง
ควรกระทำอย่างน้อยที่สุด เดือนละครั้งรวมทั้งยางอะไหล่ด้วย
ลมยางที่ผิดไปจากค่าที่กำหนดจะทำให้อายุของยางสั้นลงไป
และไม่ปลอดภัยเท่าที่ควรในการขับขี่
หากลมยางอ่อนเกินไป จะทำให้ยางสึกหรอเร็ว
พวงมาลัยหนัก, สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมาก
และยางอาจจะระเบิดได้ง่าย
หากลมยางมากเกินไป การขบจะไม่นิ้มนวล
ดอกยางตรงกลางสึกเร็ว และอาจเกิดอันตรายจากยางกระแทกกับหิน,
เนินดิน ฯลฯ
ข้อแนะนำในการตรวจลมยาง การทำการตรวจลมยาง
ขณะที่ล้อยังเย็นอยู่ คือรถจอดอยู่ไม่ต่ำกว่า
3 ชม. และขับมาไม่เกิน 1 กม. จะทำให้การตรวจลมยางแน่นอนยิ่งขึ้น
ใช้มาตรวัดลมยางทุกครั้ง การใช้ตาเปล่าสังเกตดูมีโอกาสผิดพลาดมาก
ถ้าลมยางผิดค่าจากที่กำหนด 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
ก็จะเป็นผลต่อการบังคับพวงมาลัย และการขับขี่
เมื่อเสร็จจากขบใหม่ๆ ไม่ควรปล่อยลมยางออก
เพราะการใช้งานจะทำให้ยางร้อน และความดันลมยางจะเพิ่มขึ้น
การสลับยาง
ควรทำการสลับยางทุกๆ 10,000 ก.ม. เพื่อยึดอายุการใช้งานของยางทุกเส้น
และฝาจุ๊ปยางทุกเส้นควรมีผาปิดเพื่อป้องกันลมรั่ว,
เศษดินทรายอุดหัวศรด้วย |
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 10.
การขับรถอย่างสบายอารมณ์ (Pleasant Motoring) |
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่คุณควรจำขณะที่นั่งอยู่ข้างคนขับ
เมื่อคุณนั่งคู่ไปกับคนขับนั้น มีสิ่งเล็กๆ
น้อยๆ มากมายที่เราสามารถทำให้การขับรถสบายขึ้นมากสำหรับผู้ขับรถ
ซึ่งเป็นผลดีกับตัวของเราเองด้วย การคำนึงถึงสิ่งเล็กๆ
น้อยๆ นั้นได้รับผลที่แตกต่างกันมาก
ที่นั่งของคนขับ ไม่ใช่ที่สำหรับผลอยหลับ
เมื่อผู้ร่วมทางของคุณดูท่าทางอ่อนเพลีย
หรือไม่สบาย ดูท่าจะงีบหลับคาพวงมาลัยล่ะก็ควรให้ยาอมมินต์หรืออะไรก็ได้
ที่ช่วยให้สดชื่นพอๆ กัน จะสามารถกระตุ้นให้เขามีกำลังขึ้น
ทำให้เขากระปรี้กระเปร่าขึ้น
อย่าให้ผู้ขับรถมีความกังวลเรื่องเงิน
ก่อนถึงด่านเก็บเงิน คุณควรเตรียมเงินไว้ให้พร้อม
เพื่อให้ผู้ร่วมทางของคุณค่ายค่าด่าน
โดยที่เขาไม่ต้องคลำหาเงิน
ทำให้การดูแผนที่เป็นเรื่องง่าย
ถ้าคุณเดินทางโดยต้องอาศัยแผนที่ล่ะก็
ควรเตรียมมันให้พร้อมในที่ซึ่งผู้ขับสามารถดูได้ง่าย
แผนที่แผ่นใหญ่ควรพับให้บริเวณพื้นที่ที่ต้องการหาสามารถชำเลืองดูได้
ตัวหนีบและเครื่องหมายหน้าจะช่วยให้คล่องตัวมากขึ้น
ความเอื้อเฟื้อเล็กน้อยทำให้เกิดความพอใจอย่างยิ่ง
ขณะขับรถไม่ควรทำเสียงเอะอะกับคนขับ จะทำให้เกิดความรำคาญ
คุณสามารถเอื้อเฟื้อเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่ผู้ขับร้องขอ
เช่นถามว่ารู้สึกร้อนไหม หรือเสียงวิทยุดังเกินไป
หรือจะเปลี่ยนคลื่นวิทยุไหม คุณควรดีต่อความต้องการของผู้ร่วมทางของคุณ
อย่ายับยั้งความเอื้อเฟื้อเล็กๆ น้อยเหล่านี้
เพราะจะทำให้สามารถช่วยให้การขับรถสบายขึ้น
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 11.
การสตาร์ทเครื่องยนต์ (เครื่องยนต์เบนซิน) |
อย่าติดเครื่องยนต์ในบริเวณที่อับ เพราะจะเกิดก๊าซคาร์บอนมอนน็อกไซด์
ซึ่งเป็นพิษ และถ้ารู้สึกว่าไอเสียรถยนต์รั่วเข้าในตัวรถ
ให้ทำการแก้ไขทันที
ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์
ต้องแน่ใจว่าดึงเบรคมืออยู่
คันเกียร์อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง และกดคลัทซ์ให้สุด
คำแนะนำในการสตาร์ทเครื่องยนต์
หลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วให้ปล่อยกุญแจ
อย่าสตาร์ทเครื่องยนต์ติดต่อกันนานเกิน
10 วินาที ก่อนสตาร์ทใหม่
เมื่อเครื่องยนต์เย็น
1. ดึงโช้คออกจนสุด (ในกรณีที่อากาศเย็นจัดให้ปั๊มคันเร่งน้ำมัน
2-3 ครั้ง)
2. เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว ให้ค่อยๆ
ดันปุ่มโช้คเข้าพอที่จะให้เครื่องยนต์เดินเรียบ
3. ดันปุ่มโช้คเข้าจนสุดเมื่อเครื่องยนต์อุ่นขึ้นแล้ว
เมื่อเครื่องยนต์อุ่น
1. กดคันเร่งค้างไว้ที่ระยะประมาณ 1/4
ถึง 1/2 ของระยะกดทั้งหมด ห้ามปั๊มคันเร่ง
2. สตาร์ทเครื่องยนต์
เมื่อน้ำมันท่วม
1. กดโช้คเข้าจนสุด
2. กดคันเร่งจนสุดถึงพื้น ค้างไว้และสตาร์ทเครื่องยนต์
การสตาร์ทเครื่องยนต์ดีเซล
การสตาร์ทเครื่องตามปกติ (เย็น)
1. ปลดเกียร์ว่าง และเหยียบคลัทซ์
2. บิดสวิทซ์กุญแจไปที่ตำแหน่ง ON ไฟสัญญาณ
"GLOW" ที่หน้าปัดจะปรากฎขึ้น
3. เหยียบคันเร่งลงไปจนสุด ประมาณ 7-10
วินาที สัญญาณไฟ "GLOW" จะดับ
บิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง START
4. เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วปล่อยกุญแจสวิทซ์กุญแจจะคืนมาที่ตำแหน่ง
ON และปล่อยคันเร่ง
5. เมื่อแน่ใจว่าเกียร์อยู่ในตำแหน่งว่างแล้วผ่อนคันเร่งและคลัทซ์
6. หลังจากเครื่องยนต์ติดดีแล้ว จึงทำการอุ่นเครื่องโดยหมุนปุ่มปรับเดินเบา
(ตามรูป) ตามเข็มนาฬิกา จนเครื่องยนต์เดินเรียบ
อย่างเร่งเครื่องขณะเครื่องเย็น
7. หลังจากอุ่นเครื่องแล้ว จึงหมุนปุ่มปรับเดินเบากลับ
(ทวนเข็มนาฬิกา) จนสุด พร้อมจะขับเคลื่อนได้
8. การสตาร์ทขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อน
สามารถสตาร์ทเครื่องได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสัญญาณ
GLOW ดับ
ถ้าเครื่องเย็น
1. บิดสวิทซ์กุญแจไปที่ "ON"
แล้วรอจนกระทั่งไฟสัญญาณบนแผงหน้าปัดดับ
2. หลังจากไฟบนหน้าปัดดับแล้ว เหยียบคันเร่งลงประมาณครึ่งหนึ่งของระยะทั้งหมด
3. สตาร์ทเครื่อง เมื่อเครื่องติดแล้วให้ปล่อยมือจากกุญแจ
แล้วผ่อนคันเร่งขึ้นมา
4. ถ้าเครื่องสั่น ให้ดึงปุ่มเร่งรอบเครื่องยนต์ขึ้นมาเล็กน้อย
จนกระทั่งเครื่องเดินเรียบ
5. ปล่อยให้เครื่องยนต์หมุนสักครู่ จนเครื่องยนต์อุ่นขึ้น
จึงดันปุ่มเร่งรอบลงไป
ห้ามขับรถออกไป ถ้าปุ่มเร่งรอบยังถูกดึงอยู่
ถ้าเครื่องอุ่น
1. บิดสวิทซ์กุญแจไปที่ "ON"
แล้วรอจนกระทั่งไฟที่หน้าปัดดับ
2. หลังจากไฟที่หน้าปัดดับแล้ว บิดสวิทซ์กุญแจไปที่
"START" โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง
หลังจากเครื่องติดแล้วปล่อยมือจากกุญแจ
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 12.
การไล่ลมในระบบเชื้อเพลิง (เครื่องยนต์ดีเซล)
|
1. เครื่องยนต์ดีเซล เมื่อน้ำมันหมดถังแล้ว
หลังจากเติมน้ำมันใหม่ จะต้องไล่ลม
2. ถอดผาครอบพลาสติกที่ครอบปั๊มความดันต่ำออก
3. คลายสกรูไล่ลมหมายเลข 1
4. คลายปั๊มความดันต่ำ 2 ออก โดยหมุนทวนเข็มนาฬิกา
5. กดปั๊มความดันต่ำ 2 ขึ้นและลง จนกระทั่งไม่มีลม
(น้ำมันออกมาไม่มีฟอง) ออกจากสกรูไล่ลมเบอร์
1
6. ขันสกรูไล่ลมเบอร์ 1 เข้าให้แน่น
7. กดแป้นปั๊มความดันต่ำ 2 ลงแล้วหมุนตามเข็มนาฬิกาให้แน่น
8. ใส่ฝาครอบพลาสติก
ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
การถ่ายน้ำทิ้ง
ถ้าไฟเตือนมีน้ำในน้ำมันเชื้อเพลิงสว่างขึ้น
พร้อมทั้งเสียงเตือนดังขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่
ให้เปิดก๊อกถ่ายน้ำมันที่กรองน้ำมันเชื้อเพลิงทิ้ง
ตามวธีการต่อไปนี้
1. ถอดขั้วสายไฟซึ่งต่อที่กรองเชื้อเพลิงออก
2. เอาผ้ารองใต้กรอง
3. เปิดก๊อกถ่ายน้ำ แต่อย่าเปิดมาก ถ้าน้ำไหลออกช้า
ให้กดปั๊มช่วย
4. หลังจากน้ำไหลออกหมดแล้ว ปิดก๊อก
5. หากมีอากาศในระบบน้ำมันเชื้อเพลิงให้ไล่ลมออก
(ดูวิธีการไล่ลมตามหัวข้อต่อไป)
ควรทำความสะอาดหม้อกรองดักน้ำ (ตัวที่มีก๊อกถ่ายน้ำ)
ทุก 5,000 กม.และเปลี่ยนใหม่ทุก 20,000
กม. ส่วนกรองโซล่าให้เปลี่ยนใหม่ทุก 50,000
กม.
การไล่ลมจากระบบน้ำมันเชื้อเพลิง
เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงหมดถัง หรือหลังจากการถ่ายน้ำออกจากกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
ถ้ามีฟองอากาศเกิดขึ้น ให้ไล่ลมออกโดย
1. คลายสกรูเปิดให้ฟองอากาศออก และคลายล็อคปั๊มออก
โดยการกดลงบนปั๊มแล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกา
จนกระทั่งสปริงดันปั๊มขึ้นสูงสุด
2. กดปั๊มขึ้นลง จนกระทั่งอากาศออกจากระบบเชื้อเพลิงหมด
3. ขันสกรูปิดให้แน่นดังเดิม
4. ล็อคปั๊มโดยการกดลงบนปั๊ม แล้วขันตามเข็มนาฬิกาจนกว่าจะสุดเกลียว
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 13.
การเปลี่ยนเกียร์ |
ในการเปลี่ยนเกียร์ ให้ใช้เท้ากดคันเหยียบคลัทซ์จนสุด
แล้วเปลี่ยนเกียร์ ในกรณีที่เปลี่ยนเกียร์เดินหน้าเป็นถอยหลัง
หรือจากถอยหลังเป็นเดินหน้า ต้องรอให้รถหยุดนิ่งเสียก่อน
ในรถ 5 เกียร์ ท่านจะไม่สามารถเปลี่ยนจากเกียร์
5 เป็นถอยหลังได้โดยตรง แต่จะต้องกลับเข้าที่เกียร์ว่างเสียก่อน
ความเร็วที่ถูกต้องในแต่ละเกียร์
การปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ และการเปลี่ยนเป็นเกียร์สูงในทันทีที่จะทำได้
โดยไม่ทำให้เกิดอาการกระตุกหรือน็อค จะช่วยให้ท่านประหยัดเชื้อเพลิง
ยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์
| เปลี่ยนเกียร์ |
4
เกียร์ |
5
เกียร์ |
| 1 --> 2 |
25 |
25 |
| 2 --> 3 |
40 |
40 |
| 3 --> 4 |
65 |
65 |
| 4 --> 5 |
- |
75 |
อย่าใช้แป้นคลัทซ์เป็นที่พักเท้า
อย่าเลี้ยงคลัทซ์เพื่อให้รถจอดอยู่บนที่ชัน
ใช้เกียรต์ต่ำเมื่อลงเนิน เพื่อตความปลอดภัยและประหยัด
การใช้เบรค
1. อย่าเหยียบเบรคเล่นขณะที่รถจอดอยู่
เนื่องจากรถใช้หม้อลมเบรค ทุกครั้งที่ขาเบรคถูกเหยียบลงไป
สูญญากาศเก็บไว้ในหม้อลมจะถูกใช้ไป
2. ในกรณีที่เบรคเปียกน้ำ ระยะทางที่ใช้ในการห้ามล้อจะยาวขึ้น
หรืออาจจะปัดข้างใดข้างหนึ่ง กรณีเช่นนี้เกิดขึ้น
พยายามขับรถด้วยความเร็วประมาณ 40 ก.ม./ช.ม.
แล้วค่อยๆ แตะเบรค 2-3 ครั้ง ถ้ายุงเป็นอย่างเดิมให้จอดรถไว้ก่อน
3. การขับลงจากทางลาดชันหรือจากเชิงเขา
ให้ใช้เกียร์ต่ำ อย่าแตะเบรคเกินความจำเป็นเป็นเวลานาน
เนื่องจากแผ่นผ้าเบรคจะร้อนจัดและเสื่อมสมรรถภาพ
4. อย่าพักเท้าลงบนขาเบรค เพราะผ้าเบรคอาจร้อนจัด
สึกหรอ และเปลืองเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น
5. อย่าเหยียบเบรคอย่างกระทันหัน ถ้ายางแตกขณะขับขี่
ให้ลดลงใช้เกียร์ต่ำ แตะเบรคเบาๆ นำรถจอดข้างทาง
6. ขณะจอดรถบนทางลาดชัน ให้หมุนพวงมาลัยไปทางใดทางหนึ่งจนสุด
ดึงเบรคมือเลื่อนตำแหน่งเกียร์ไปที่7.
เกียร์ 1 หรือเกียร์ถอยเพื่อความมั่นใจ
ใช้ขอนไม้หรืออย่างอื่นหนุนล้อ
ก่อนขับเคลื่อนรถทุกครั้งต้องมั่นใจว่าปลดเบรคมือเรียบร้อยแล้ว
และสัญญาณไฟเบรคดับแล้วเช่นกัน
หม้อลมช่วยเบรค
ตรวจสอบการทำงานของหม้อลมช่วยเบรคโดย
1. ดับเครื่องยนต์ ย้ำแป้นเบรคหลายๆ ครั้ง
จนกระทั่งแน่ใจว่าความสูงแป้นเบรคไม่เปลี่ยนแปลง
2. ขณะที่เหยียบเรคค้างไว้ สตาร์ทเครื่องยนต์แป้นเบรคจะจมลึกลงไปอีกเล็กน้อย
3. เหยียบเบรคคาไว้แล้วดับเครื่อง รอ
30 วินาที ความสูงแป้นเบรคจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง
4. ติดเครื่องอีก 1 นาที โดยไม่ต้องเหยียบเบรค
แล้วดับเครื่อง เหยียบเบรคหลายๆ ครั้ง
การเหยียบแต่ละครั้งจะรู้สึกว่าแป้นเบรคหนักและสูงขึ้นมาเรื่อยๆ
ทั้งนี้เพราะว่าสูญญากาศในหม้อลมลดลงเรื่อยๆ
นั่นเอง
ถ้าการตรวจสอบพบว่าเบรคไม่ทำงานเช่นนี้
ควรนำรถไปให้ช่างตรวจแก้ไข
การขับขี่อย่างประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
และยืดอายุการทำงานของรถยนต์
เพื่อสภาพรถของท่านจะยังคงใหม่อยู่เสมอ
ตลอดจนเป็นการประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
และหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายอันไม่จำเป็นในการซ่อมแซมรถของท่าน
โดยการปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงการติดเครื่องไว้เป็นเวลานานๆ
เมื่อเครื่องเดินเรียบดีแล้วให้ออกรถได้และขับช้าๆ
จนเครื่องได้อุณหภูมิทำงาน
2. เมื่อจอดอยู่กับที่นานๆ ให้ดับเครื่องยนต์
3. ในกรณีที่ต้องเร่งควมเร็ว ให้ค่อยๆ
เหยียบคันเร่ง
4. ขับรถด้วยความเร็วคงที่และหลีกเลี่ยงการหยุดรถอย่างกระทันหัน
5. ระวังการชนฟุตบาทขณะจอด และขับช้าๆ
บนถนนขรุขระ เพื่อรักษาศูนย์ล้อให้ปกติเสมอ
6. อย่าใช้ความเร็วมากเกินไป การลดความเร็วจาก
110 เป็น 80 ก.ม./ช.ม. จะช่วยประหยัดน้ำมันถึง
15-20%
7. หลีกเลี่ยงการบรรทุกสัมภาระที่ไม่จำเป็นเพื่อลดน้ำหนัก
8. รักษาลมยางให้ได้ตามกำหนดเสมอ
9. ใช้เครื่องทำความเย็นในภาวะที่จำเป็นเท่านั้น
10. ขณะขับรถไม่ควรพักเท้าไว้บนคลัทซ์
หรือขาเบรค
11. อย่าลากเกียร์หรือเร่งเครื่อง เกินช่วงความเร็วสูงสุดแต่ละเกียร์
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 14.
รถสตาร์ทไม่ติด |
กรณีสตาร์ทไม่หมุนหรือหมุนช้า
1. เช็คสายไฟจากขั้วแบตเตอรี่ และสายไฟที่สตาร์ทเตอร์ว่า
แน่นหรือสกปรกหรือไม่
2. เปิดสวิทซ์ไฟเก๋ง บิดกุญแจสตาร์ท หากไฟดับหรือหรี่ลง
แสดงว่าไฟไม่พอต้องใช้วิธีพ่วงแบตเตอรี่หรือเข็นติด
กรณีสตาร์ทหมุนปกติ แต่เครื่องไม่ติด
1. ดูที่มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงว่ามีน้ำมันเพียงพอหรือไม่
2. ตรวจขั้วต่อต่างๆ เช่น สายคอยล์ สายจานจ่าย
และสายหัวเทียนว่าอยู่ในตำแหน่งและแน่นดีถ้าเครื่องยังอุ่นๆ
อยู่ขณะสตาร์ท และได้กลิ่นน้ำมันเบนซิน
น้ำมันอาจท่วม ปฏิบัติตามคำแนะนำวิธีการสตาร์ท
3. ถ้าเครื่องยังคงไม่ติด ถอดหัวเทียนออกมาเช็ดให้แห้ง
สตาร์ทเครื่องใหม่ประมาณ 20 วินาที แล้วจึงใส่หัวเทียนกลับที่เดิม
ลองสตาร์ทอีกครั้งหนึ่ง
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 15.
กรณีเครื่องยนต์ร้อนจัด (OVERHEATED) |
หลบเข้าข้างทางปลอดเกียร์ว่างดึงเบรคมือเปิดฝากระโปรงหน้า
รอให้เครื่องยนต์เย็น แล้วปฏิบัติดังนี้
1. เช็คสายพานว่าหลุด, หย่อนหรือขาด
2. เช็คระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพักน้ำ
หากแห้งให้เติมน้ำประมาณครึ่งหม้อพักน้ำ
ขณะเครื่องยนต์ติดอยู่
3. อย่าเปิดฝาหม้อน้ำขณะเครื่องร้อน อย่าเติมน้ำทันที
ขณะที่หมอน้ำร้อนจัด
4. ตรวจเช็ครอยรั่วของน้ำหล่อเย็นบริเวณหม้อน้ำ,
ท่อยาง และใต้ท้องรถ
5. หากสายพานใช้ได้ และไม่มีรอยรั่วของน้ำหล่อเย็นเลย
ควรติดเครื่องแล้วเร่งเครื่อง (ประมาณ
1,500 รอบ/นาที)หลังจากอุณหภูมิลดลงสู่ปกติแล้ว
ต้องเช็คระดับน้ำในหม้อพักน้ำ ถ้าระดับลดลงครั้งละมากๆ
ให้ตรวจเช็ครอยรั่วต่างๆ ทันที
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 16.
ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อื่นๆ |
1. ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
สาเหตุที่
อาจเกิดขึ้น |
ไฟใหญ่
ไม่ติด |
ไฟใหญ่
ไม่สว่าง |
ไฟใหญ่ติด
ๆ ดับ ๆ |
ไฟเตือนไฟเลี้ยว
ไม่กระพริบ |
ฟิวส์ขาดบ่อย |
| แบตเตอรี่ไฟอ่อน |
- |
0 |
- |
- |
- |
| ขั้วไฟที่แบตเตอรี่หลวม |
0 |
0 |
0 |
0 |
- |
| ใช้หลอดไฟไม่ตรงตาม ค่ากำหนด |
- |
0 |
- |
0 |
- |
| หลอดไฟขาด |
0 |
- |
- |
0 |
- |
| ฟิวส์ขาด |
0 |
- |
- |
- |
- |
| หลอดกับขั้วต่อกัน ไม่สนิท |
0 |
0 |
0 |
0 |
- |
| กราวด์ไม่แน่น |
- |
0 |
0 |
0 |
- |
| ไฟลัดวงจร |
0 |
- |
- |
- |
0 |
| สายไฟในวงจรจวน จะขาด |
- |
- |
0 |
- |
0 |
| อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด |
0 |
- |
0 |
0 |
0 |
| อุปกรณ์กลไกชำรุด |
0 |
- |
0 |
0 |
0 |
2. แตรไม่ดังและแตรค้าง
สาเหตุ
| สาเหตุ |
แต่ไม่ดัง |
แตรค้าง |
| ไฟไม่ครบวงจร |
0 |
- |
| ไฟลัดวงจร |
- |
0 |
| อุปกรณ์ชำรุด |
0 |
0 |
| ปุ่มกดแตรชำรุด |
0 |
0 |
| ฟิวส์ขาด |
0 |
- |
| รีเลย์แตรชำรุด |
0 |
0 |
3. เกจ์วัดความเร็วไม่ทำงาน
สาเหตุ
หัวต่อสายที่เครื่องวัดหลุดหรือหลวม
สายวัดความเร็วขาด
เฟืองพลาสติกต่อจากเพลาเกียร์ชำรุด
กลไกบังคับความเร็วชำรุด
4. ไฟสัญญาณเตือนน้ำมันหล่อลื่นติดตลอดเวลา
สาเหตุ
น้ำมันเครื่องมีน้อย
ปั๊มน้ำมันเครื่องชำรุด
สวิทช์น้ำมันเครื่องเสีย
ไฟลัดวงจรระหว่างหลอดกับสวิทช์
5. ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน
สาเหตุ
ฟิวส์ขาด
แกนกับก้านปัดน้ำฝนไม่แน่น
มอเตอร์ปัดน้ำฝนเสีย
สวิทช์ปัดน้ำฝนเสีย
6. ไฟเบรกไม่ติด
สาเหตุ
ฟิวส์ขาด
หลอดไฟขาด
หลอดกับขั้วต่อไม่แน่น
ปลั๊กต่อสายไฟไม่แน่น
สวิทช์ไฟเบรกเสีย
ตารางตรวจเช็คการบำรุงรักษารถยนต์
| ระยะทาง
x 1000 |
5 |
10 |
15 |
20 |
25 |
30 |
35 |
40 |
45 |
50 |
55 |
60 |
| ระยะเวลา
x เดือน |
3 |
6 |
9 |
12 |
15 |
18 |
21 |
24 |
27 |
30 |
33 |
36 |
| ชิ้นส่วนพื้นฐานของเครื่องยนต์ |
|
| 1.
สายพานไทม์มิ่ง |
แก๊สโซลีนเปลี่ยนทุกๆ 50,000
กม./ ดีเซลเปลี่ยนทุกๆ
100,000 กม. |
| 2.
ระยะห่างวาล์ว |
|
|
|
ต |
|
|
|
ต |
|
|
|
ต |
| 3.
สายพาน |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ตป |
| 4.
น้ำมันเครื่อง |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
ป |
| 5.
กรองน้ำมันเครื่อง |
|
ป |
|
ป |
|
ป |
|
ป |
|
ป |
|
ป |
| 6.
ท่อยาง, รอยต่อน้ำหล่อเย็น |
|
|
|
|
|
|
|
ป |
|
|
|
|
| 7.
น้ำหล่อเย็น (ผสมน้ำยา) |
|
|
|
|
|
|
|
ป |
|
|
|
|
| ระบบจุดระเบิด |
|
| 8.
หัวเทียน |
|
ตป |
|
ป |
|
ตป |
|
ป |
|
ตป |
|
ป |
| 9.
ทองขาว คอนเดนเซอร์ |
|
|
|
ป |
|
|
|
ป |
|
|
|
ป |
| 10.
องศาจุดระเบิด |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ตป |
| 11.
แบตเตอรี่ |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
| ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง |
|
| 12.
กรองเบนซิน |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ป |
|
|
|
ตป |
| 13.
กรองอากาศ |
ต |
ต |
ต |
ป |
ต |
ต |
ต |
ป |
ต |
ต |
ต |
ป |
| ช่วงล่าง |
|
| 14.
ขาเบรก, เบรกมือ |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
| 15.
ผ้าคลัทช์, ขาคลัทช์ |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ป |
| 16.
ผ้าเบรก, จานเบรก |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
| 17.
น้ำมันเบรก |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ป |
|
ตป |
|
ตป |
| 18.
บูชปีกนก |
|
|
|
|
|
|
|
ล |
|
|
|
|
| 19.
ยางกันฝุ่นลูกหมากปีกนก |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
|
ตป |
| 20.
น้ำมันเกียร์ เฟืองท้าย |
|
|
|
ป |
|
|
|
ป |
|
|
|
ป |
| 21.
จาระบีลูกปืนล้อ |
|
|
|
ป |
|
|
|
ป |
|
|
|
ป |
| 22.
ยาง |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ตป |
|
|
|
ป |
| 23.
ศูนย์ล้อ |
|
|
|
|
|
|
|
ตป |
|
|
|
|
| 24.
โช๊คอัพ |
|
|
|
ต |
|
|
|
ต |
|
|
|
ต |
| 25.
ยางปัดน้ำฝน |
|
|
|
ต |
|
|
|
ป |
|
|
|
ต |
หมายเหตุ:
ต - ตรวจเช็ค, ป - เปลี่ยน, ตป ตรวจเช็ค,
แก้ไข, เปลี่ยน, ล - หล่อลื่น
ผู้ขับขี่รถที่ดีจะต้องมีความรู้เรื่องรหัสต่างๆ
ที่บ่งไว้ที่ขอบยางรถ เพื่อจะได้เลือกใช้ยางให้ถูกต้องตามสภาพการใช้งาน
และทำให้เกิดความปลอดภัย
| รหัสความเร็ว |
ความเร็วจำกัด |
| F |
80 |
| L |
120 |
| M |
130 |
| N |
140 |
| I |
150 |
| Q |
160 |
| R |
170 |
| S |
180 |
| T |
190 |
| U |
200 |
| H |
210 |
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 17.
ระยะรัน - อิน |
ระยะ 1,600 กม. แรก ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
เพื่อให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานยาวนาน
อย่าเร่งเครื่องแรงเกินไปหรือขับรถเร็วเกินไป
คือ รถเครื่องยนต์เบนซินไม่เกิน 90 กม./ชม.
รถเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 80 กม./ชม.
ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วคงที่ (ทั้งช้าและเร็ว)
เป็นเวลานาน
อย่าเร่งความเร็วอย่างแรงในเกียร์ 1
หลีกเลี่ยงการออกรถอย่างรุนแรง และการเหยียบคันเร่งลงสุด
หลีกเลี่ยงการใช้เบรกอย่างรุนแรงเท่าที่จะเป็นไปได้
ในระยะ 800 กม. แรก ห้ามใช้ลากรถพ่วง
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 18.
ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ |
ตรวจดูรอบๆ รถว่าปราศจากสิ่งกีดขวาง
ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง, น้ำในหม้อน้ำ,
น้ำกลั่นแบตเตอรี่, น้ำมันเบรก, น้ำมันคลัทช์
และน้ำล้างกระจก ควรตรวจให้สม่ำเสมอ หรือย่างน้อยทุกครั้งที่เติมน้ำมัน
ตรวจดูกระจกทุกบาน ไฟทุกดวงควรใสสะอาดและใช้งานได้ดี
ตรวจดูสภาพยาง และลมยางด้วยสายตา
ล็อคประตูทุกบาน
ปรับเบาะนั่งและหมอนพิงศีรษะให้พอเหมาะ
ปรับกระจกมองหลัง และกระจกมองข้างให้มองเห็นได้ชัดเจน
คาดเข็มขัดนิรภัย (ถ้ามีติดตั้ง)
ตรวจสอบการทำงานของสัญญาณไฟเตือน โดยบิดสวิทช์กุญแจไปที่ตำแหน่ง
On
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 19.
แผงหน้าปัดและไฟเตือนต่างๆ |
เกจอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (เกจความร้อน)
ไฟเตือนไฟเลี้ยว
มิเตอร์ระยะทาง
มิเตอร์ความเร็ว
เกจน้ำมันเชื้อเพลิง
มิเตอร์เดินทาง
ปุ่มปรับตั้งมิเตอร์เดินทาง
อุปกรณ์พิเศษ : โวลด์มิเตอร์
อุปกรณ์พิเศษ : มิเตอร์วัดรอบหมุนเครื่องยนต์
อุปกรณ์พิเศษ : เกจความดันน้ำมันเครื่อง
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 20.
ไฟสัญญาณและเสียงสัญญาณ |
ถ้าไฟสัญญาณนี้สว่างขึ้นที่หน้าปัด
กระทำดังนี้
|
PARK BRAKE |
ปลดเบรกมือให้สุด |
|
BRAKE |
หากปลดเบรกมือแล้วให้จอดรถแล้วตรวจเช็คระบบเบรก |
|
CHARGE |
จอดรถแล้วเช็คดู |
|
OIL |
จอดรถแล้วเช็คดู |
|
T BELT |
นำรถเข้าอู่บริการ |
|
FILTER (ไฟสัญญาณและเสียงออด) |
ถ่ายน้ำมันออกจากหม้อดักน้ำ |
ข้อควรทราบ เมื่อไฟสัญญาณบนหน้าปัดเตือนขึ้นขณะขับรถ
ไฟสัญญาณ "BRAKE" ปรากฏขึ้น
หมายความว่า ขณะนี้ท่านได้ใส่ห้ามล้อมือไว้
ก่อนการขับเคลื่อนรถควรปล่อยเบรกมือให้สุดและดูว่าสัญญาณไฟเตือนได้ดับไปแล้ว
ไฟสัญญาณ "CHG" ปรากฏขึ้น
หมายความว่า ขณะนี้ไฟไม่ชาร์ทให้จอดรถ
และตรวจเช็คหาสาเหตุเริ่มที่สายพานก่อนอาจหย่อนหรือขาด
ถ้าสายพานเรียบร้อยดี แสดงว่าบางจุดในระบบชาร์ทไฟบกพร่องให้ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
เช่น แอร์ พัดลม และวิทยุ เป็นต้น แล้วขับต่อไปยังอู่บริการ
อย่างขับต่อไปในขณะที่สายพานหย่อนหรือขาดเพราะจะทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด
ไฟเตือน "OIL" ปรากฏขึ้นหมายความว่าความดันของน้ำมันเครื่องต่ำ
ให้จอดรถ และตรวจเช็คระดับของน้ำมันเครื่อง
ซึ่งอาจจะน้อยไป แต่เมื่อเติมน้ำมันเครื่องแล้ว
สัญญาณยังคงปรากฏอยู่ให้ดับเครื่องแล้วเรียกช่าง
อย่าขับรถต่อไปเป็นอันขาดจนกว่าจะได้รับการซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เพราะเครื่องยนต์อาจเสียหายมาก หากไฟเตือน
OIL นี้ กระพริบบ้างขณะที่เครื่องยนต์เดินเบาหรือหยุดรถกระทันหันและเร่งเครื่องเล็กน้อยแล้วไฟนี้ดับไปเอง
แสดงว่าเครื่องยนต์ยังปกติอยู่ แต่อย่างไรก็ตามควรเช็คดูระดับน้ำมันเครื่องด้วย
เพราะอาจจะมีอยู่น้อยเกินไป
ไฟสัญญาณ "FILTER" หรือเสียงสัญญาณ
"ออด" ปรากฏขึ้น แสดงว่าปริมาณของน้ำในหม้อดักน้ำมีมากเกินกว่า
200 ลบ.ซม. ซึ่งต้องทำการถ่ายน้ำทิ้งทันที
อย่าขับต่อไปเมื่อสัญญาณ "FILTER"
หรือ "ออด" ปรากฏขึ้นเนื่องจากจะทำให้ปั๊มหัวฉีดเสียหายได้
ไฟสัญญาณ "T-BELT" ปรากฏขึ้น
ไฟสัญญาณนี้จะปรากฏขึ้นในทุกๆ 100,000
กม. เพื่อแสดงว่าสายพานขับ แคมชาฟ์ทควรจะเปลี่ยนเส้นใหม่แล้ว
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 21.
การตรวจสอบอย่างง่ายโดยผู้ใช้ |
การตรวจพบข้อบกพร่องโดยสัมผัสทั้งห้า
ด้วยตา ดูสีของไอเสีย
ด้วยหู ฟังเสียงผิดปกติของเครื่องยนต์
จมูกดมกลิ่น ห้ามล้อติด (กลิ่นแผ่นห้ามล้อไหม้)
สัมผัสด้วยมือและเท้า เหยียบค้นห้ามล้อจนจมติดพื้นแล้วยังไม่รู้สึกแข็ง
ช่วงเหยียบห้ามล้อมากเกินควร
ความรู้สึกทางร่างกาย รถสะเทือนมาก
รถเร่งความเร็วขึ้นได้ช้า
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 22.
ระบบเครื่องยนต์ |
1. มอเตอร์สตาร์ทไม่ทำงานหรือหมุนเพียงช้าๆ
มอเตอร์สตาร์ททำงานแต่เครื่องยนต์ไม่ติดหรือติดแล้ว
ดับ
สาเหตุ
แบตเตอรี่มีไฟไม่พอ
ขั้วไฟไม่แน่นหรือสกปรก
สายไฟสวิทช์หลุดหลวม
ฟิวส์เครื่องยนต์ขาด
มอเตอร์สตาร์ทชำรุด
2. เครื่องยนต์ติดยาก เดินไม่เรียบแล้วดับ
เดินเบาดับ
สาเหตุ
น้ำมันหมด น้ำมันไม่ขึ้น หรือขึ้นน้อย
เกิดการบกพร่องของคาร์บูเรเตอร์
ตั้งรอบเดินเบาไป
โซลินอยก์ คัดน้ำมันชำรุด
หัวเทียนไม่ดี หน้าทองขาวสกปรก คอนเคนเซอร์เสื่อม
3. เครื่องยนต์ดับทันทีทันใด
สาเหตุ
เนื่องจากระบบจุดระเบิดเปียกน้ำ
4. เครื่องยนต์ร้อนจัดผิดปกติ
สาเหตุ
เกิดข้อบกพร่องในระบบหล่อเย็น หรือหม้อน้ำแตก
สาเหตุอื่นๆ เช่น เทอร์โมสะดัสเสีย,
ปั้มน้ำเสีย, ท่อไอเสียดัน, คลัทช์ลื่น,
เบรกติด, การตั้งไฟไม่ดี, สายพานหย่อน,
ปะเก็นฝาสูบแตกร้าว, การใช้คอนเดนเซอร์ของระบบปรับอากาศไม่เหมาะสม,
ยางท่อน้ำหมดคุณภาพ, การขับรถไม่ดี
5. เร่งความเร็วรถได้ช้ามาก
สาเหตุ
เกิดข้อบกพร่องที่คาร์บูเรเตอร์
การปรับส่วนผสมน้ำมันกับอากาศไม่ถูกต้อง
ไส้กรองอาการอุดตัน
กลไกเร่งไฟด้วยสูญญากาศทำงานไม่ปกติ
6. รถกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากเกินควร
สาเหตุ
ระบบเชื่อเพลิงบกพร่องส่วนใดส่วนหนึ่ง
ระบบไฟจุดระเบิดไม่ดี
เครื่องยนต์บกพร่อง
ท่อไอเสียตัน, คลัทช์ลื่น, ห้ามล้อติด,
ไส้กรองอากาศตัน
7. รถกินน้ำมันเครื่อง
สาเหตุ
น้ำมันเครื่องรั่ว
น้ำมันเครื่องรั่วออกภายนอก
น้ำมันเครื่องรั่วเข้าในห้องเผาไหม้
8. เครื่องยนต์น็อค
สาเหตุ
จุดระเบิดก่อนกำหนด (ไฟแก่)
น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เหมาะสม
เครื่องยนต์ร้อนเกินไป
มีเขม่าจับในห้องเผาไหม้
9. เสียงรบกวนผิดปกติในเครื่องยนต์
สาเหตุ
สายพานปั๊มน้ำหย่อนหรือลื่น
ไฟแรงสูงรั่ว
แกนจานจ่ายขาดน้ำมันหล่อลื่น
เสียงดังจากอัลเทอร์เนเตอร์
เสียงดังจากปั๊มน้ำหล่อเย็น
เสียงน็อคเกิดจากการเผาไหม้
เสียงจากเครื่องยนต์ เช่น วาล์วดัง,
เฟืองเกียร์บังคับ, จังหวะเครื่องยนต์,
โซ่ขับเฟืองเกียร์, ข้อเหวี่ยง, ชุดลูกสูบ
คอมเพรสเซอร์ ระบบปรับอากาศรถยนต์
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 23.
วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมัน |
อย่างเร่งเครื่องอยู่กับที่ ถ้าทำอย่างนี้
10 ครั้งจะกินน้ำมัน 50 ซีซี. แทนที่จะวิ่งได้
350 เมตร
อย่าออกรถเหมือนรถแข่ง เพราะเปลืองน้ำมันและเครื่องสึกหรอเร็ว
ออกรถอย่างกะทันหัน 10 ครั้ง เปลืองน้ำมันมากขึ้น
100 ซีซี. ควรจะวิ่งได้ทาง 700 เมตร
จงขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอ เร่งเครื่อง
10 ครั้ง เปลืองน้ำมันมากขึ้น 50 ซีซี.
แทนที่จะได้ทางเพิ่มขึ้น 350 เมตร
อย่าบรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็น เพราะเปลืองน้ำมันมากขึ้น
ถ้าบรรทุกของไม่จำเป็น 10 กก. และวิ่งไป
50 กม. จะเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 80 ซีซี.
แทนที่จะวิ่งได้ระยะทางเพิ่มขึ้น 500
เมตร
วางแผนการขับรถให้ดี ถ้าหลงทาง 10 นาทีจะเสียน้ำมัน
500 ซีซี. หรือเท่ากับระยะทางที่ควรวิ่งได้
3,500 เมตร
จงใช้ความเร็วที่ถูกต้อง เช่น ถนนธรรมดา
40 กม./ชม. ถนนไฮเวอย์ 80 กม./ชม. ถ้าเพิ่มความเร็วจาก
80 เป็น 100 กม./ชม. จะเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น
6%
เครื่องติดอยู่จังหวะเดินเบา เช่น รถติด
รอรับส่งคนหรือของเพียง 10 นาที จะเปลืองน้ำมัน
200 ซีซี. ซึ่งควรจะวิ่งได้ระยะทาง 1,400
เมตร
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 24.
ระบบรองรับและเบรก |
1. รถสั่นสะเทือนมากขณะวิ่ง
สาเหตุ
สูบลมยางแข็งเกินไป
ช็อคแอ็บซอบเบอร์เสีย
ยางไม่สมดุลย์
2. รถเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
สาเหตุ
น้ำหนักบรรทุกไม่เท่ากัน
ขนาดของยางหรือสูบลมยางไม่เท่ากัน
อุปกรณ์ช่วงล่างบกพร่อง, หรือชำรุด
คอยส์สปริง หรือแหนบลำตัว
3. ดอกยางสึกไม่เสมอกัน
สาเหตุ
การสึกหรอเฉพาะหน้ายางตอนกลาง
การสึกเฉพาะหน้ายางทั้ง 2 ข้าง
ตั้งศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง
คันส่งคดงอ, ระบบรองรับชำรุด
สภาพของถนน, สูบลมยางไม่ถูกต้อง
4. เบรกทำงานผิดปกติ
สาเหตุ
น้ำมันเบรกรั่วในวงจร หรือมีน้อย
มีอากาศปนอยู่ในน้ำมันเบรก
หม้อลมเบรกบกพร่อง หรือชำรุด
กลไกเบรกบกพร่อง หรือชำรุด
ผ้าเบรกบาง จานเบรกแตก ท่อยางน้ำมันเบรกหมดคุณภาพ
5. เบรกแฉลบ
สาเหตุ
ระบบห้ามล้อชำรุด
ความดันลมยางซ้าย, ขวาไม่เท่ากัน
รถบรรทุกน้ำหนักไม่เสมอกัน
สภาพของถนนหรือยางรถ
|
| <
กลับไปด้านบน> |
................................................................................................................................ |
| 25.
ระบบส่งกำลังและบังคับเลี้ยว |
1. การสั่นสะเทือนของเพลาที่ความเร็วสูง
สาเหตุ
เพลากลางคดหรือน้ำหนักไม่เที่ยง
ข้อต่อกากบาดชำรุด
น็อตยึดหน้าแปลนหลวม 2.
เมื่อปลดเกียร์เป็นเกียร์ว่างจะเกิดเสียงรบกวนขณะรถแล่น
สาเหตุ
ร่องเฟืองเพลาขับสึกหรอ ทำให้หลวม
น็อตยึดหน้าแปลนกากบาดคลายตัว
ข้อต่อกากบาดชำรุด
ปลอกตอนท้ายเกียร์กดงอเสียดสีกัน
3. กระปุกเฟืองท้ายดัง
สาเหตุ
น้ำมันหล่อลื่นแห้ง
ชิ้นส่วนอุปกรณ์เฟืองท้ายสึกหรอหรือชำรุด
น็อตยึดหน้าแปลนกับเพลาพิเนี่ยนไม่แน่น
4. พวงมาลัยดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง
สาเหตุ
สูบลมยางหรือขนาดของยางไม่เท่ากัน
ศูนย์ล้อบกพร่องระบบรองรับชำรุด
ลูกปืนล้อตั้งไม่ดีหรือชำรุด
เบรกติด หรือน็อตชันล้อไม่แน่น
ถนนเสียงข้างใดข้างหนึ่ง (หลังเต่า)
5. พวงมาลัยหนัก
สาเหตุ
ลมยางอ่อน ศูนย์ล้อบกพร่อง
กระปุกเกียร์พวงมาลัยบกพร่องหรือชำรุด
ลูกหมากคันชัก - คันส่ง หรือในลูกปืนลมขาดการหล่อลื่น
หน้ายางกว้างกว่าขนาดมาตรฐาน
6. คลัทช์ลื่น (ขณะเหยียบคันเร่งความเร็วของเครื่องยนต์เพิ่มแต่ความเร็วรถ
ไม่เพิ่มโดยเฉพาะขึ้นที่ชัน หรือบรรทุกหนัก
จะสังเกตได้ง่ายและมีกลิ่นเหม็นไหม้ ยางไหม้)
สาเหตุ
ระยะฟรีตัวของคลัทช์ที่ก้ามปูกดคลัทช์ไม่มี
(คลัทช์ยัน)
แผ่นคลัทช์ชำรุดหรือบกพร่อง
แผ่นกดคลัทช์หรือฟลายวีสกดงอ
บรรทุกมากเกินอัตรากำหนด
สปริงกดคลัทช์หรือหวีคลัทช์คุณภาพในการกดตัวลดลง
7. คลัทช์ติด (เหยียบคันคลัทช์จนติดพื้นรถแล้ว
เข้าเกียร์จะมีเสียงเกียร์ดัง)
สาเหตุ
ระยะช่องว่างของก้านปูกดคลัทช์มากเกินไป
มีข้อบกพร่องในระบบไฮดรอลิคของคลัทช์
หน้าแผ่นคลัทช์หรือจานคลัทช์ชำรุด
ถูกปั๊มสำหรับกดคลัทช์ หรือคานรองรับลูกปืนกดคลัทช์
หรือหวีคลัทช์สึกหรอมาก
ปล่อยรถทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ใช้งาน
ลูกปืนหลายเกียร์ติดตาย
8. เข้าเกียร์ยาก
สาเหตุ
เหยียบคลัทช์ไม่สุด
คลัทช์จากไม่หมด
กลไกชินไทรเมชส์ชำรุด
คันส่งคันเปลี่ยนเกียร์สึกหรอที่ข้อต่อเป็นสนิมหรือปรับระยะไม่ถูกต้อง
9. เกียร์หลุด
สาเหตุ
ชุดคันส่งเข้าเกียร์บกพร่อง
เหล็กเขี่ยเฟืองเกียร์สึกหรอและงอ
สลักล็อคก้านเหล็กเขี่ยเฟืองเกียร์ไม่แน่น
ฟันเฟืองเกียร์หรือร่องเกียร์สึกหรอ
แบริ่งสึกหรอ |
|
| |
<
กลับไปด้านบน>
|
|
|
|